โรงพยาบาลธรรมชาติ แบ่งปันกันต่อ
๑. ไขมันในเลือดสูง แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพัง ก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ ๑๐กลีบกับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว
๒. ปวดหัว ให้หาผักคะน้าหรือปวยเล้ง (แมกนีเซียม) กินวันละ ๕ ขีดและกินปลาทูอีกวันละ ๒ ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบได้) หรือจะชงโกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้ค่ะ
๓. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย ให้หมั่นแปรงลิ้นและกิน กระเทียม หอม พริกให้มากเข้าไว้
๔. ภูมิแพ้ แค่กินฝรั่งวันละ ๕ ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ ๑ กำมือ (สังกะสี)
๕. แพ้ฝุ่นละออง ไรฝุ่น หาโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัดมากิน
๖.โรคหืดหอบ ไอเรื้อรัง กินต้มยำไก่, กินหัวหอมใหญ่ หอมแดงต้นหอมและเอาหอมซุก ไว้ใต้หมอน
๘.ไขข้ออักเสบ หาปลาเนื้อมันกินวันละ ๒ ขีด เช่นปลาทู, ปลาสวาย, ปลาแซลม่อน, ปลาซาร์ดีน, ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลากระป๋อง
๙.กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยให้กินน้ำกระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ ๓ มื้อ หรือน้ำแครนเบอรี่ ของฝรั่งในปริมาณเท่ากัน ( เปรี้ยวจัดมาก)
๑๐.ท้องอืด แก๊สมาก ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อย ๆ
๑๑.ท้องผูก ชงน้ำผึ้งดื่มวันละ ๓ ช้อนโต๊ะและให้กินน้ำมะขามต้มติดเนื้อมาก เช้า เย็น
๑๒.โรคกระเพาะอาหาร หากล้วยหักมุกปิ้งกิน, กินกล้วยหรือกินผักกระ หล่ำปลีให้มาก
๑๓.เวียนหัว คลื่นไส้ง่าย ให้หาอาหารทำจากขิงรับประทาน เช่น ปลาผัดขิง ไก่ผัดขิง, น้ำขิง, ชาขิงหรือเต้าฮวย
๑๔.วัยทอง วูบวาบ อารมณ์ปรวน ให้กินปลาทูน่าให้มากและกินเต้าหู้เหลืองวันละ ๑ แผ่น ถ้ากินเต้าหู้แล้วเบื่อให้สลับกับถั่วลิสงวันละ ๑ กำมือก็ได้
๑๕.หงุดหงิดง่าย(lips) ให้กินอาหารร่าเริง คือ ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพด กลอย กล้วยหอมและปลาทูน่า
๑๖.กระดูกพรุน ให้กินงาดำวันละ ๔ ช้อนโต๊ะ (ได้แคลเซียมมาก) มะม่วงจิ้มกะปิ และ สับปะรด ซึ่งมีธาตุสมานกระดูดอยู่มาก( แมงกานีส)
๑๗.ความจำไม่ดี ให้กินปลาทูวันละ ๒ ขีด หอยแครงและหอยนางรมซึ่งมีธาตุสังกะสีช่วยสมองได้
๑๘.มะเร็งเต้านม ให้กินบร็อคโคลีหรือคะน้าวันละ ๕ ขีด
๑๙.มะเร็งปอดทางเดินหายใจ ให้กินเสาวรส ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะละกอ มะม่วง ให้มาก เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลือดในปอดได้ดี แต่ต้องระวังวิตามินเอโดยเฉพาะผู่ที่ยังสูบบุหรี่อยู่
ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน กินแอปเปิ้ลเขียววันละ ๑-๒ ผล หรือน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นทั้งกาก จะเป็นการล้างพิษในตัวด้วย (apple)
๒๑.เจ็บอก โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ กินปลาทะเล น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน ผลอโวคาโดเพราะเหล่านี้มีไขมันดีไปช่วยขับตะกรันน้ำมันเก่าออก ถ้าชอบดื่มชาให้หาชาเขียวสดมาชงดื่มเองวันละถ้วย
ความดันสูง ต้องตัดบุหรี่และอาหารเค็ม ลองหาข้าวโอ๊ตไม่ขัดสีมากินและผักขึ้นฉ่ายสดหรือปั่นก็ได้ จะช่วยคุมความดันให้ดีขึ้น
(beer)๒๓.เบาหวานถามหา ให้เลี่ยงแป้งกับน้ำตาล และ กินผักเขียวจัดอย่างคะน้า บร็อคโคลี ผักโขมให้มาก ถ้าอยากหวานให้กินส้มโอและฝรั่งเพราะมีน้ำตาลอยู่น้อยมาก
ด้วยความปรารถนาดีจาดโรงพยาบาลธรรมชาติ
หัวจรดเท้ารักษาเองได้ก่อนไปหาหมอ
Thursday, September 19, 2013
Tuesday, September 17, 2013
Skin cancer from recharge cards
Dr. Brian Berry of the United States has found new cancer in human beings, caused by Silver Nitro Oxide. Whenever you buy recharge cards, don’t scratch with your nails, as it contains Silver Nitro Oxide coating and can cause skin cancer. Share this message with your loved ones.
Important Health Tips:
Answer phone calls with the left ear.
Don't take your medicine with cold water....
Don't eat heavy meals after 5pm.
Drink more water in the morning, less at night.
Best sleeping time is from 10pm to 4 am.
Don’t lie down immediately after taking medicine or after meals.
When phone's battery is low to last bar, don't answer the phone, bcos the radiation is 1000 times stronger.
Can you forward this to people you care about?
I just did,
Kindness costs nothing
But
Knowledge is power...
IMPORTANT
U.S.A. CHEMICAL Research Center Gives New Result : Dont Drink Tea in Plastic Cups n Dont Eat Any Food on Polythene Paper. The plastic reacts to heat n It Will Cause 52 Types of Cancers. So, This Good sms is Equal to 100 Other sms. Pls Forward to All whom U care
Important Health Tips:
Answer phone calls with the left ear.
Don't take your medicine with cold water....
Don't eat heavy meals after 5pm.
Drink more water in the morning, less at night.
Best sleeping time is from 10pm to 4 am.
Don’t lie down immediately after taking medicine or after meals.
When phone's battery is low to last bar, don't answer the phone, bcos the radiation is 1000 times stronger.
Can you forward this to people you care about?
I just did,
Kindness costs nothing
But
Knowledge is power...
IMPORTANT
U.S.A. CHEMICAL Research Center Gives New Result : Dont Drink Tea in Plastic Cups n Dont Eat Any Food on Polythene Paper. The plastic reacts to heat n It Will Cause 52 Types of Cancers. So, This Good sms is Equal to 100 Other sms. Pls Forward to All whom U care
ม้าม สำคัญน่ะจะบอกให้
ขอแนะนำเพื่อนของเรา ที่ทำงานให้เราอย่างซื่อสุตน์มากตั้งแต่ เราเกิดมา ชื่ออาจจะไม่เพราะ และ เราก็ไม่ค่อยคุ้นเคย ตัวเล็กๆ กว้างประมาณ 4 นิ้ว ยาว 5 นิ้ว หนา 1.5 นิ้ว และมีน้ำหนักประมาณ 200 กรัมแต่เก่งจ๊ะ แท่นแท้นแทน...
นั่นคือ เพื่อนเราชื่อ ม้าม หรือ Spleen เป็นอวัยวะชนิดหนึ่งของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีความสำคัญมาก มมีรูปร่างหรือสัณฐานเป็นรูปวงรีคล้ายเมล็ดถั่ว อยู่บริเวณช่องท้องส่วนบน อยู่ใกล้กับตับอ่อนและไตซ้าย มีหน้าที่สำคัญในการสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย สร้างแอนตีบอดี้ กำจัดเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ ดึงธาตุเหล็กที่จากเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุกลับมาใช้ใหม่ อีกทั้งยังช่วยกำจัดของเสียออกจากเลือดอีกด้วย
แต่ตอนที่ม้ามทำงานผิดปกติ คือมีการทำลายเม็ดเลือกแดงมากเกินไป จะทำให้ร่างกายขาดเลือด เกิดอาการตัวเหลืองซีด ทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้นั่นเอง ในบางรายก็พบอาการม้ามโตอันเนื่องมาจากเชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย ปรสิต และไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรค เช่น เชื้อวัณโรค เชื้อมาลาเรีย เป็นต้น
นั่นคือ เพื่อนเราชื่อ ม้าม หรือ Spleen เป็นอวัยวะชนิดหนึ่งของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีความสำคัญมาก มมีรูปร่างหรือสัณฐานเป็นรูปวงรีคล้ายเมล็ดถั่ว อยู่บริเวณช่องท้องส่วนบน อยู่ใกล้กับตับอ่อนและไตซ้าย มีหน้าที่สำคัญในการสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย สร้างแอนตีบอดี้ กำจัดเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ ดึงธาตุเหล็กที่จากเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุกลับมาใช้ใหม่ อีกทั้งยังช่วยกำจัดของเสียออกจากเลือดอีกด้วย
แต่ตอนที่ม้ามทำงานผิดปกติ คือมีการทำลายเม็ดเลือกแดงมากเกินไป จะทำให้ร่างกายขาดเลือด เกิดอาการตัวเหลืองซีด ทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้นั่นเอง ในบางรายก็พบอาการม้ามโตอันเนื่องมาจากเชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย ปรสิต และไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรค เช่น เชื้อวัณโรค เชื้อมาลาเรีย เป็นต้น
Monday, September 16, 2013
5 เคล็ดลับ วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ
Written by Super User
วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ
1.ไม่กินข้าวมื้อเย็น หรือทานอาหารพวกผักและผลไม้แทน สำหรับมื้อเย็นแล้วให้หลีกเลี่ยงการทานข้าวที่มากเกินไป และหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง (โดยเฉพาะข้าวไม่ควรทานมากเกินไป) ไขมัน อาหารทอดทั้งหลายนี้ต้องเลี่ยงเลย ควรทานเป็นผลไม้ สลัดผัก อาหารจำพวกเส้นใย น้ำผลไม้ เป็นต้น
2. ในหนึ่งสัปดาห์ควรเลือก 1 วัน สำหรับงดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วกินแต่ผลไม้และธัญพืชอย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก กล้วย แอบเปิล ถั่วต่างๆ เป็นต้น ไม่ควรทานผลไม้ที่ให้แคลลอรี่สูงหรือพลังงานสูง เช่น ทุเรียน
3.อาหารทุกมื้อพยายามเคี้ยวอาหารช้า ๆ
การที่เราทานอาหารด้วยความรวดเร็วจะทำให้เรากินได้มากเกินพิกัดโดยที่ไม่รู้ตัว ที่สำคัญสาวๆ จำไว้ให้ดีว่าไม่ควรทานอาหารหลัง 6 โมงเย็น หรือช่วงกลางคืนดึกดื่นเป็นอันขาด เพราะช่วงนี้แหละที่ทำให้เราต้องเจอกับปัญหาอ้วน ๆๆๆ ควรทานอาหารให้พอเหมาะ โดยเฉพาะข้าวอย่าทานมาก ควรทานผักให้มากๆ แทน หากรู้สึกไม่อิ่มให้ทาน น้ำผลไม้หรือ ควรหันมาทานผลไม้ ธัญพืช เพิ่มเติมเข้าไป แต่อย่าลืมนะค่ะว่าเราต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่เราไม่จำเป็นต้องทานในปริมาณมากๆ เดี๋ยวจะอ้วนเอา
4. หมั่นดื่มน้ำผลไม้ก่อนทานอาหาร
ก่อนทานอาหาร ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือ ผลไม้สดก็ได้ เช่น น้ำส้ม เพราะวิตามินที่มีอยู่ในน้ำส้มจะช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญ น้ำองุ่น ในองุ่นนั้นมีแร่ธาตุเสริมให้เนื้อเยื่อแข็งแกร่งและสดใสเพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งการดื่มน้ำผลไม้หรือผลไม้ก่อนทานอาหารจะช่วยให้เราอิ่มอาหารเร็วขึ้น ทำให้ไม่ต้องทานอาหารเยอะเกินความจำเป็น ช่วยให้ไม่อ้วน
5. การเคลื่อนไหวร่างกายหรือการออกำลังกาย
พยายามหาเวลาหรือกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวจนได้เหงื่อ เช่นการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การทำงานบ้าน เป็นต้น ช่วงแรกเริ่มต้นวันละประมาณครึ่งชั่วโมงก็ยังดี แล้วพอร่างกายเริ่มปรับเข้าที่ก็เพิ่มการออกกำลังกายเป็นวันละ 1 ชั่วโมง จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดี แถมได้สุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย ซึ่งการออกกำลังกายถือเป็นอีกสูตรสำเร็จที่ทำให้ผู้ที่ต้องการลดความอ้วนสามารถทำฝันเป็นจริงได้
Saturday, September 14, 2013
15 ข้อฝึกหาความสุขแบบตัดตรง
1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมาก อย่าปล่อยให้จิตใจวนไปวนมากับความรู้สึกของตัวเอง เหมือนจมอยู่ในอ่าง ลองเปิดตามองไปรอบๆ แล้วมองให้เห็นว่า คนบนโลกนี้มีมากมายแค่ไหน ตัวเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลก ดังนั้นก็อย่าไปให้ความสำคัญกับมันมากนัก ทุกข์บ้าง ผิดบ้าง เรื่องธรรมดา
2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย ในแง่ของความสุข เราไม่จำเป็นต้องสะสมอะไรเพื่อให้มีความสุข วิธีมีความสุขของคนเรามีมากมายหลายอย่าง และเราไม่ควรเลือกวิธีที่สร้างภาระให้กับตนเอง
3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หัดเว้นที่วางไว้ให้ความผิดพลาดบ้าง ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องไร้ที่ติ การผิดบ้างถูกบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เพียงแต่เราต้องรู้จักปรับปรุงตนเองไม่ให้ผิดพลาดบ่อยๆ ซ้ำๆซากๆ
4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมาก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว คนที่พูดจาไม่ดี แม้ว่าคำพูดจะดูฉลาดหลักแหลมเพียงไรมันก็คือความโง่ชนิดหนึ่ง คนที่พูดแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่นนับเป็นคนหาความสุขได้ยากนัก
5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย ดังนั้น อย่าไปเสียเวลาคิดมาก อย่าไปย้ำคิดย้ำทำ อย่าไปหลงยึดไว้เกินความจำเป็น ให้รู้จักธรรมชาติของมัน การยึดติดกับวัตถุ บุคคล หรือความรู้สึกจนเกินเหตุ คือปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนเราเกิดความทุกข์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ และต้องฝึกฝนตนเองให้เป็นคนปล่อยวางอะไรง่ายๆ เข้าไว้
6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการนินทา หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า "เรามาถูกทางแล้ว" แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา ขอให้รู้ว่า คำนินทาคือของคู่กับมนุษย์โลก มีมาช้านานแล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้า นักบุญ คนที่สร้างคุณงามความดีไว้กับโลกมากมายยังถูกนินทา แล้วเราเป็นใครจะไม่ถูกนินทา ดังนั้น อย่าไปใส่ใจให้มาก ถ้าอะไรที่ดีเก็บไว้ปรับปรุงตัว อะไรที่ไม่ดี ทิ้งมันไว้ไม่ต้องไปตีคราคาสร้างค่าให้คำพูดไร้สาระ ส่วนตัวเราเอง ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกตนเองให้เป็นผู้ไม่นินทาคนอื่นเช่นกัน
7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน การยุติความเป็นขี้ข้าของอำนาจเงินนี้ พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ ชีวิตทั้งชีวิตของเรา ก็จะเป็นชีวิตที่เกิดมาแล้วตายไปเปล่าๆ ด้วยเหตุที่ว่า ใช้เวลาหมดไปกับการสะสมเงินทองที่เอาไปไม่ได้แม้แต่บาทเดียว
8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น ซึ่งส่วนใหญ่มันก็เป็นเพียงความถูกต้องที่กิเลสของตัวเองลากไป ไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกต้องตรงธรรมอย่างแท้จริง ดังนั้น การยอมเสียเปรียบ การให้ผู้อื่นด้วยความเบิกบานจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าที่เราคิดกัน มีแรงให้เอาแรงช่วย มีเงินให้เอาเงินช่วย มีความรู้ก็เอาความรู้เข้าไปช่วย ในหนึ่งวัน เราควรถามตัวเองว่า วันนี้เราได้ช่วยใครไปแล้วหรือยัง เราได้เสียเปรียบใครหรือยัง ถ้าคำตอบคือ "ยัง" ให้รู้เอาไว้เลยว่า เราเป็นอีกคนที่มีแนวโน้มจะหาความสุขได้ยากเต็มที
9. ฝึกตัวเองให้เป็นแสงสว่างในที่มืด หมายความว่า ตรงไหนที่มันมืด เราควรไปเป็นดวงไฟส่องทางให้เขา ตรงไหนที่ไม่มีคนช่วย เราควรไปทำ เช่น ลองหาเวลาไปรับประทานอาหารร้านที่ไม่มีลูกค้าเข้า อย่ามุ่งแต่เรื่องกิน ให้การกินของเรามันเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ร้านเขาไม่มีลูกค้า แล้วเราเข้าไปนั่ง มันไม่ใช่แค่เงิน แต่มันหมายถึงกำลังใจ อย่าคิดถึงการบริการที่ดีที่สุด อย่าคิดถึงรสชาติของอาหารให้มากนัก ให้คิดว่า เรากำลังเป็นผู้ให้ เดินเข้าร้านหนังสือ หนังสือเล่มไหน เก่าที่สุด เราอ่านเนื้อหาแล้วสนใจ หยิบมันขึ้นมาแล้วจ่ายเงิน นำมันกลับบ้าน เหลือหนังสือเล่มสวยๆ ไว้ให้คนอื่นๆ ได้ซื้อได้อ่าน อย่าไปบ้ากับการเก็บสิ่งที่ดีที่สุด อย่าไปบ้ากับการปรนเปรอสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง แต่ให้เน้นจิตใจที่ดีที่สุด ใช้วัตถุ ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการซื้อจิตใจดีๆ สูงๆ สะอาดๆ ของเรากลับคืนมา วัตถุเป็นเรื่องไม่จีรัง แต่จิตใจดีๆ นั้นเป็นทั้งหมดของชีวิต เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้จักรักษาดูแลเอาไว้ไม่ให้เกิดความเสียหาย
10. ฝึกให้ตัวเองไม่ไหลไปตามอำนาจวัตถุนิยม หมายความว่า ต้องรู้จักยับยั้งช่างใจ และมีปัญญาในการมองเห็นว่า อะไรคือสิ่งจำเป็น อะไรคือสิ่งที่เราถูกโฆษณาหลอก เรากำลังเป็นตัวของตัวเอง หรือเรากำลังบ้ากระแสสังคมอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลดความจำเป็นเรื่องแฟชั่น ลดความจำเป็นเรื่องโทรศัพท์ ลดความจำเป็นเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ ก่อนจะซื้อ ก่อนจะอยากได้ ให้ลองถามตัวเองว่า เราอยากได้เพราะอะไร เพราะมันจำเป็น เพราะอยากเท่ อยากดูดีในสายตาของอื่น หรือเพราะอะไรกันแน่ๆ ตอบตัวเองให้ได้ชัดๆ ในเรื่องของความจำเป็นนี้ พูดได้เลยว่า ของในชีวิตส่วนใหญ่ที่เราครอบครองกันอยู่
มีไว้โชว์ มากกว่ามีไว้ใช้
11. ฝึกให้ตัวเองยอมรับความจริงง่ายๆ หมายความว่า อะไรที่ทำผิด อย่าดันทุรัง ให้พูดคำว่า ขอโทษครับ ขอโทษค่ะ ขอบคุณครับ ขอบคุณค่ะ ฝึกพูดคำเหล่านี้ให้เป็นเรื่องปกติ ความผิดไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การผิดแล้วไม่ยอมรับผิดนั้นเป็นเรื่องเสียหาย และส่งผลเสียกับชีวิตเป็นวงกว้าง เพราะการปรับปรุงตัวนั้นมีจุดเริ่มต้นจากการที่คนๆ หนึ่งรู้ตัวว่าทำไม่ดี ดังนั้นคนที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำไม่ดีแล้วดันทุรัง ก็คือคนที่ไม่มีโอกาสปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น ขอให้รู้ว่า เมื่อเราทำผิด ต่อให้ปากแข็งแค่ไหน ดันทุรังแค่ไหน ผิดมันก็คือผิด หลอกตัวเองได้ แต่หลอกคนอื่นไม่ได้ เหมือนเราบอกว่า ไม่เหม็น แต่กลิ่นเหม็นนั้น ถ้ามันมีจริงมันก็โชยออกมาอยู่วันยังค่ำ
12. ฝึกให้ตัวเองรู้จักเลือกคนต้นแบบที่ถูกต้องตรงธรรม หมายความว่า เมื่อคิดจะเลือกใครสักคนมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต อย่าไปมุ่งเน้นแต่ความสำเร็จด้านเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่เราควรให้ความสำคัญกับคุณค่าในด้านอื่นๆ ด้วยเช่น ความดี คุณธรรม ความเสียสละ เราควรเคารพและชื่นชมใครซักคนที่ความดีของเขาไม่ใช่รายได้ของเขา ทุกวันนี้ คำว่าความสำเร็จถูกใช้ไปกับเรื่องของเงินๆ ทองๆ มากเกินไป ใครหาเงินได้มาก แปลว่า คนๆ นั้นประสบความสำเร็จมาก ตรงนี้เป็นการให้คุณค่าที่ผิดพลาด การคิดเช่นนี้ย่อมเป็นการปลูกฝั่งค่านิยมในระดับจิตวิญญาณที่ทำให้เราให้ตกเป็นทาสของเงิน เมื่อเราเป็นทาสของเงินเสียแล้ว เราก็จะเป็นคนที่ฝากความสุขของเราไว้กับเงินด้วย เราเลือกต้นแบบอย่างไร ชีวิตของเราก็จะมุ่งหน้าไปทางนั้น สังคมจะดีขึ้นได้ก็เริ่มจากทัศนคติของเราตรงนี้นั่นเอง
13. ฝึกให้ตนเองเป็นคนไม่ทะเลาะกับคนใกล้ชิด หมายความว่า เราต้องไม่เป็นคนหน้าชื่นอกตรม คือยิ้มไปทั่วกับคนนอกบ้าน แต่กลับมาทะเลาะกับคนที่บ้าน ขอให้ใช้คนที่บ้านเป็นเครื่องมือฝึกจิตใจของตนเอง อะไรที่ยอมได้ก็ขอให้ยอม เสียเปรียบคนในครอบครัวให้มากที่สุด ดีกับเขาให้เหมือนเขาเป็นคนเดียวกับเรา อย่าเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องนอกบ้าน แต่กลับมาเก่งในบ้าน เพราะมันจะสร้างแต่ความทุกข์ให้ชีวิต ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคนเรา ถ้าหาความสุขจากครอบครัวไม่ได้ ความสุขที่อื่นก็ไม่ต้องพูดถึง ต่อให้หลอกคนทั้งโลกได้ว่าชีวิตประสบความสำเร็จ แต่ภาพที่สร้างขึ้นมา ก็เป็นแค่ภาพลวงตาที่จะย้อนกลับมาสร้างความละอายใจให้ตัวเองอยู่วันยังค่ำ ยอมพ่อแม่ ยอมลูกเมีย ยอมสามี ยอมคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่า สิ่งดีๆ ที่ทำแล้วชื่นใจก็ขอให้ทำให้บ่อย คำพูดดีๆ ที่พูดได้ก็ขอให้พูด ครอบครัวคือรากของมนุษย์ ถ้ารากของชีวิตเน่า ส่วนที่เหลือก็เน่าทั้งหมด
14. ฝึกตัวเองให้เข้าใจคำสอนของศาสนาตน หมายความว่า เรานับถือศาสนาอะไรอยู่ ก็ต้องเข้าใจคำสอนของศาสนานั้น แม้ทำตามคำสั่งสอนยังไม่ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจถึงแก่นแท้ ขอให้ถามตัวเองว่า ทุกวันนี้ หัวใจของศาสนาตัวเองคืออะไร เรารู้แล้วหรือยัง หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น แล้วลองเขียนดู ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรลงไป ก็แปลว่า เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสนาของเรา อย่าหลอกตัวเองว่าเรารู้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรจะเขียน นึกเรื่องจะเขียนไม่ออก ก็แปลว่าเราไม่รู้ เรียบเรียงไม่ได้ ความคิดยังไม่ตกผลึกทั้งๆ ที่นับถือศาสนานี้มาแล้วชั่วชีวิต ย่อมหมายความว่า เราเป็นคนไม่ใส่ใจในศาสนาตนเองเท่าที่ควร ไม่ต้องไปตกใจหรือรู้สึกผิดบาป ทุกอย่างแก้ไขได้ ขอให้รีบปรับปรุงตัวเสียแต่วันนี้ก็ยังไม่สาย ศาสนาเป็นรากของจิตวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วค่อยไปใส่ใจในวัยชรา เพราะถึงเวลานั้น ก็คงไม่ทันการแล้ว
15. ฝึกตัวเองให้ค่อยๆ ทำตามสิ่งที่ศาสนาของตนสั่งสอนจนสำเร็จ หมายความว่า เมื่อรู้ว่าศาสนาของตนสอนอะไร ก็ขอให้ทำ ทำด้วยความเบิกบาน ไม่จำเป็นต้องทำได้ทั้งหมด แต่ขอให้ทำเรื่อยๆ ทำให้ดีขึ้นทุกวัน อย่าน้อย ในแง่ของศีลธรรมก็ควรจะทำให้ได้ อย่าน้อยที่สุด ก็ขอให้อายตัวเองเมื่อคิดจะพูดโกหก เมื่อจะเบียดเบียนผู้อื่น เมื่อจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องตรงธรรม บุคคลในอุดมคติของแต่ละศาสนาไม่ได้เป็นกันง่ายๆ แต่ถ้าไม่เริ่มก็ไม่มีโอกาสไปถึง สำหรับคนที่ไม่มีศาสนา หรือไม่นับถืออะไร ก็ขอให้นับถือความดี ซื่อสัตย์กับความดี
คาถาง่ายๆ ที่สำหรับผู้ไม่มีศาสนาก็คือ
"เราไม่ชอบสิ่งไหนก็อย่าไปทำสิ่งนั้นกับคนอื่น"
ส่วนศีลสำหรับคนไร้ศาสนานั้นมีอยู่เพียงข้อเดียวนั่นก็คือ
"อย่าขโมยความดีไปจากจิตใจของตนเอง"
คาถาหนึ่งบท กับศีลหนึ่งข้อ ถ้าทำได้ แม้เป็นคนไม่มีศาสนา ก็ไม่เป็นภาระต่อโลกในนี้ เรียกได้ว่าเป็นพลเมืองที่ดีของโลกและเพื่อนมนุษย์แล้วโดยสมบูรณ์
วิธีหาความสุขทั้ง 15 ข้อนี้คือสิ่งที่ทำได้ทันที แบบไม่ต้องรีรอ ไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย อยู่ที่จะทำหรือไม่ทำ ข้อไหนสะดวกใจให้ทำก่อน ข้อไหนรู้สึกว่ายากก็เว้นเอาไว้ ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ เก็บไปทีละข้อ
จนครบทั้ง 15 ข้อ ถึงแม้คุณไม่ได้บรรลุธรรมแต่คุณก็จะเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าที่สุดคนหนึ่งทีเดียว และหากใครเบื่อการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อทำทั้ง 15 ข้อนี้ได้ก็มีโอกาสบรรลุเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งในชาติปัจจุบัน เปรียบเหมือนคนที่เตรียมความพร้อมมาดี เพียงเติมส่วนที่ขาดเล็กน้อยก็บรรลุถึงฝั่งฝันได้ไม่ยาก
ขอให้ทุกคนสนุกกับการหาความสุขให้ตนเองในแบบง่ายๆ
ยิ้มทุกวัน มองฟ้าให้เป็นฟ้า มีปัญญาสามารถเปลี่ยนโลกแห่งนี้
ให้เป็นสวนดอกไม้แห่งชีวิตได้สำเร็จกันทุกคน...
(พศิน อินทรวงศ์)
เคล็ดลับ 12 ข้อ จากแพทย์จีน
1. หวีผมบ่อยๆ: หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรงเบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)
2. ถูใบหน้าบ่อยๆ: ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง
3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ: ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง
4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ: การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว
5. ขบฟันบ่อยๆ: ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย
6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ: การใช้ปลายลิ้น กระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย
7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ: การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร
8. หมั่นขับของเสีย: หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อ ป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ ( กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย
9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ: ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น
10. ขมิบก้นบ่อยๆ: การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก
11. เคลื่อนไหวทุกข้อ: การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อน ไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไทเก้ก โยคะ ฯลฯ
12. ถูผิวหนังบ่อยๆ: ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ มีส่วนช่วยให้ เลือดและพลังไหลเวียนดี
เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไป นานๆ
ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดย ใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ...
Wednesday, September 11, 2013
อาหารเพิ่มภูมิต้านทาน........ป้องกันโรค (Food To Boost Immunity)
สุขภาพที่ดีก็ขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันที่ดี ถ้าคุณมีภูมต้านทานที่ดีก็จะทำให้ร่างกายของคุณสามารถต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆได้ การรับประทานหารหารที่ดีและมีประโยชน์เป็นอีกทางที่เราจะเพิ่มภูมคุ้มกันให้กับร่างกายของเรา ขอแนะนำสุดยอดอาหารที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค
ผลไม้ตระกูลส้ม และผักผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามิน ซี นักวิจัยค้นพบว่าอาหารที่มีวิตามินซีสูงจะช่วยป้องกันเซลส์เม็ดเลือดนิวโทรฟิล(neutrophill)ชึ่งทำหน้าที่ดักจับเชื้อแบคทีเรีย อีกทั้งสารฟลาโวนอยส์ในฝักและผลไม้ก็ยังมีส่วนช่ายเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ดีผลไม้ที่มีวิตามีนซีสูง ได้แก่ ผลไม้ตระกูล ส้ม ฝรั่ง มะละกอสุก สตรอบอร์รี่ กีวี แตงโม แคนตาลูป ผักที่มีวิตามีน ซีสูงได้แก่ มะเขือเทศ พริกหวาน บรอกโคลี่ ดอกกระหล่ำ คะน้า ตำลึง
แครอท ฟ้กทอง มะละกอสุก มะม่วงสุก แคนตาลูป กล้วยไข่ มีสารเบต้าแคโรทีนสูงทำหน้าที่ช่วยเพิ่มการทำงานของเซลส์ที่ดักจับเชื้อโรค(killer cell)
โปรตีนจากเนื้อสัตว์ทุกชนิด ไข่ ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ ถั่วเมล็ดแห้งและถั่วเปลือกแข็ง การรับประทานโปรตีนจะทำให้ร่างกายของคุณแข็งแรง โปรตีนยังช่วยผลิตและรักษาเซลส์เม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นตัวทำลายเชื้อโรค นอกจากนี้การรับประทานโปรตีนคุณยังได้รับประโยชน์ของสารอาหารบำบัดอื่นๆด้วย เช่น วิตามินบี 6 และบี12 ซึ่งช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงยิ่งขึ้นแหล่งอาหารที่มีวิตามินบี 6สูงได้แก่ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเมล็ดแห้ง เนื้อไก่ เนื้อหมู กล้วย มันฝรั่ง ผักโขม แหล่งอาหารที่มีวิตามินบี 12 สูงได้แก่ เนื้อสัตว์ล้วน ปลา ไข่ ผลิตภัณพ์นม
ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ซาร์ดีน ทูน่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ในปลาทะเลมีส่วนช่วยกระตุ้นเซลส์กลุ่มที่เรียกว่าฟาโกไซด์(phagocyte)ซึ่งช่วยกินเชื้อแบคทีเรีย และที่สำคัญปลาทะเลยังเป็นแหล่งของซิลิเนียม นักวิจัยพบว่าซีลีเนียม ทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพของเซลส์ที่ทำหน้าที่ภูมคุ้มกัน(immune cell) นอกจากนี้ซีลีเนียม ยังพบได้มากใน อาหารทะเล เนื้อสัตว์ไม่ติดมันและถั่วบราซิล
โยเกิร์ต เป็นแหล่งโปรไบโอติก นักวิจัยพบว่าโปรไบโอติกมีส่วนช่วยในการเพิ่มปริมาณเซลส์เม็ดเลือดขาว และอาจช่วยลดระยะเวลาการเจ็บป่วยจากไข้หวัดได้ ในโยเกิร์ตมีแบคทีเรียที่ดีหลายชนิด เช่น แลคโดบาซิลลัส คาเซอิ และริวเทอรี่ ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสร์ส่ามีส่วนป้องกันไข้หวัดเพิ่มภูมิต้านทาน รวมทั้งช่วยปรับสมดุลของเชื้อแบคทีเรียในลำใส้อีกด้วย
เห็ด โดยเฉพาะเห็ดหอม เห็ดชิตาเกะ เห็ดเข็มทอง เป็นแหล่งของเบต้า กลูแคน(Beta Glucan) ซึ่งได้รับการระบุว่ามีความสามารถในการช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโดยกระตุ้นการสร้างเซลส์เม็ดเลือดขาว ช่วยให้มีพลังในการต่อสู้กับเชื้อโรคได้มากยิ่งขึ้น
ถั่วเปลือกแข็ง Wheat Germ(จมูกข้าวสาลี) เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินอี ช่วยเพิ่มการสร้างแอนติบอดี ช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลส์(T cell)ซึ่งทำหน้าที่หลักในการป้องกันการติกเชื้อร่วมกับบีเซลส์(B cell)นักวิจัยจากมหาลัยTufts ในบอสตัน พบว่าการเสริมวิตามินอีวันละ200 iu เป็นประมาณที่เหมาะสมในการเพิ่มภูมิต้านทาน
ชาเขียว
กระเทียม
Tuesday, September 10, 2013
คอเลสเตอรอล (Cholesterol)
คอเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นไขมันที่มีความจำเป็นสำหรับเซลต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลสมอง เซลประสาท ร่างกายสามารถสังเคราะห์ไขมันนี้ได้เองที่ตับ (ผู้ป่วยโรคตับ หรือ มะเร็ง จึงมีคอเลสเตอรอลต่ำ) และ ได้จากอาหารด้วย อาหารที่มีไขมันคอเลสเตอรอลสูง ได้แก่ อาหารมันๆต่างๆ โดยเฉพาะที่ได้จาก ไขมันสัตว์ เช่น เนื้อติดมัน หมูติดมัน หมูสามชั้น ข้าวมันไก่ ขาหมู เครื่องใน หนังเป็ด หนังไก่ ไข่แดง ไข่ปลา กุ้ง ปลาหมึก หอยนางรม แกงกะทิ เป็นต้น เมื่อไปเจาะเลือดเพื่อตรวจคอเลสเตอรอล ส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจ คอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol) แต่ความจริงแล้ว ยังมีคอเลสเตอรอลย่อยๆอีก คือ แอล-ดี-แอล (LDL-Cholesterol) วี-แอล-ดี-แอล (VLDL-Cholesterol) เอช-ดี-แอล (HDL-Cholesterol)
โคเลสเตอรอลชนิดดี (high density lipoprotein / HDL) ทำหน้าที่คล้ายรถเก็บขยะ คอยเก็บคราบไขมันออกจากเส้นเลือด ส่วนโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (low density lipoprotien / LDL) ทำหน้าที่คล้ายรถทิ้งขยะ คอยทิ้งคราบไขมันไว้ตามผนังเส้นเลือด
เจ้า HDL กับ LDL นี่ทำงานแข่งกันทุกวัน ฝ่ายหนึ่ง (HDL) ตั้งหน้าตั้งตาทำความดี เก็บขยะ(ทำความสะอาดเส้นเลือด) อีกฝ่ายหนึ่ง (LDL) ตั้งหน้าตั้งตาทำความชั่ว ทิ้งขยะ(ทิ้งคราบไขมัน ทำให้เส้นเลือดอุดตัน) เจ้า HDL กับ LDL นี่ไม่มีใครเห็นใจใครคล้ายๆ กับพรรครัฐบาลย่อมไม่เห็นใจฝ่ายค้าน พรรคฝ่ายค้านย่อมไม่เห็นใจฝ่ายรัฐบาล ใครชนะใครแพ้ค่อยว่ากันวันหลัง มีวิธีคำนวณ อย่าดูแค่ C รวม ถึง สูง แต่ถ้า HDL สูง คำนวณออกมา กลายเป็น สุขภาพดี ซะงั้นจ๊ะ
LDL-C จัดเป็นไขมัน"ตัวร้าย"ที่ทำให้เกิดการสะสมของไขมันในผนังของหลอดเลือดแดงทั้งร่างกาย เช่น สมอง (เกิดอัมพาต) หัวใจ (เกิดโรคหัวใจขาดเลือด) ไต (เกิดไตวาย) อวัยวะเพศ (หย่อนสมรรถ ภาพทางเพศ) เป็นต้น พบว่าความผิดปกติเหล่านี้สัมพันธ์กับระดับ Total cholesterol และ LDL-C อย่างมาก
HDL-C ตรงข้ามกับ LDL-C ไขมัน HDL-C นี้เป็น"พระเอก"ช่วยนำเอาไขมันที่สะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ออกมา แต่ทำงานช้ากว่าผู้ร้ายเสมอ ระดับไขมัน HDL-C ต่ำจะเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด ในทาง กลับกันหากยิ่งสูงยิ่งดี ช่วยป้องกันโรคนี้ เราสามารถเพิ่ม HDL-C ให้สูงได้ด้วย การหยุดบุหรี่ ออก กำลังกายแบบแอโรบิคสม่ำเสมอ ลดน้ำหนัก ยาบางชนิด ดื่มแอลกอฮอล์จำนวนเล็กน้อย (แต่ผมไม่ แนะนำ) HDL-C นี้ก็ถูกควบคุมโดยพันธุกรรมเช่นกัน ดังนั้นบางรายทำอย่างไร HDL-C ก็ไม่สูงขึ้น
ค่าปกติของไขมันในเลือด ความจริงแล้วไม่มีค่าปกติ ทั้งนี้เนื่องจากหากเอาผู้คนที่ปกติ แข็งแรงดีมาตรวจหาระดับ Cholesterol อาจพบว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 240 มิลลิกรัมต่อดล. ซึ่งถือว่าผิดปกติ ดังนั้นเราเรียกว่า "ค่าที่แนะนำ" จะเหมาะสมกว่า ค่าที่แนะนำนี้เปลี่ยนแปลงไปตามความรู้ทางการแพทย์ สมัย 10-15 ปีก่อน ถือว่า ไขมัน Cholesterol ไม่ควรเกิน 250 มิลลิกรัมต่อดล. แต่ความรู้ในปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงค่านี้เป็น Total Cholesterol น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อดล.และ LDL-C น้อยกว่า 130 มิลลิกรัมต่อดล. ในผู้ที่ยังไม่เกิดโรค แต่สำหรับผู้ที่เกิดโรคหัวใจขึ้นแล้ว ควรรักษาให้ต่ำกว่านี้ คือ LDL-C ควรน้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อดล. ในอีก 5 ปีข้างหน้าตัวเลขเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปอีกแน่นอน
ข้อมูลจาก http://www.thaiheartweb.com/hyperlipid.htm
โคเลสเตอรอลชนิดดี (high density lipoprotein / HDL) ทำหน้าที่คล้ายรถเก็บขยะ คอยเก็บคราบไขมันออกจากเส้นเลือด ส่วนโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (low density lipoprotien / LDL) ทำหน้าที่คล้ายรถทิ้งขยะ คอยทิ้งคราบไขมันไว้ตามผนังเส้นเลือด
เจ้า HDL กับ LDL นี่ทำงานแข่งกันทุกวัน ฝ่ายหนึ่ง (HDL) ตั้งหน้าตั้งตาทำความดี เก็บขยะ(ทำความสะอาดเส้นเลือด) อีกฝ่ายหนึ่ง (LDL) ตั้งหน้าตั้งตาทำความชั่ว ทิ้งขยะ(ทิ้งคราบไขมัน ทำให้เส้นเลือดอุดตัน) เจ้า HDL กับ LDL นี่ไม่มีใครเห็นใจใครคล้ายๆ กับพรรครัฐบาลย่อมไม่เห็นใจฝ่ายค้าน พรรคฝ่ายค้านย่อมไม่เห็นใจฝ่ายรัฐบาล ใครชนะใครแพ้ค่อยว่ากันวันหลัง มีวิธีคำนวณ อย่าดูแค่ C รวม ถึง สูง แต่ถ้า HDL สูง คำนวณออกมา กลายเป็น สุขภาพดี ซะงั้นจ๊ะ
LDL-C จัดเป็นไขมัน"ตัวร้าย"ที่ทำให้เกิดการสะสมของไขมันในผนังของหลอดเลือดแดงทั้งร่างกาย เช่น สมอง (เกิดอัมพาต) หัวใจ (เกิดโรคหัวใจขาดเลือด) ไต (เกิดไตวาย) อวัยวะเพศ (หย่อนสมรรถ ภาพทางเพศ) เป็นต้น พบว่าความผิดปกติเหล่านี้สัมพันธ์กับระดับ Total cholesterol และ LDL-C อย่างมาก
HDL-C ตรงข้ามกับ LDL-C ไขมัน HDL-C นี้เป็น"พระเอก"ช่วยนำเอาไขมันที่สะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ออกมา แต่ทำงานช้ากว่าผู้ร้ายเสมอ ระดับไขมัน HDL-C ต่ำจะเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด ในทาง กลับกันหากยิ่งสูงยิ่งดี ช่วยป้องกันโรคนี้ เราสามารถเพิ่ม HDL-C ให้สูงได้ด้วย การหยุดบุหรี่ ออก กำลังกายแบบแอโรบิคสม่ำเสมอ ลดน้ำหนัก ยาบางชนิด ดื่มแอลกอฮอล์จำนวนเล็กน้อย (แต่ผมไม่ แนะนำ) HDL-C นี้ก็ถูกควบคุมโดยพันธุกรรมเช่นกัน ดังนั้นบางรายทำอย่างไร HDL-C ก็ไม่สูงขึ้น
ค่าปกติของไขมันในเลือด ความจริงแล้วไม่มีค่าปกติ ทั้งนี้เนื่องจากหากเอาผู้คนที่ปกติ แข็งแรงดีมาตรวจหาระดับ Cholesterol อาจพบว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 240 มิลลิกรัมต่อดล. ซึ่งถือว่าผิดปกติ ดังนั้นเราเรียกว่า "ค่าที่แนะนำ" จะเหมาะสมกว่า ค่าที่แนะนำนี้เปลี่ยนแปลงไปตามความรู้ทางการแพทย์ สมัย 10-15 ปีก่อน ถือว่า ไขมัน Cholesterol ไม่ควรเกิน 250 มิลลิกรัมต่อดล. แต่ความรู้ในปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงค่านี้เป็น Total Cholesterol น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อดล.และ LDL-C น้อยกว่า 130 มิลลิกรัมต่อดล. ในผู้ที่ยังไม่เกิดโรค แต่สำหรับผู้ที่เกิดโรคหัวใจขึ้นแล้ว ควรรักษาให้ต่ำกว่านี้ คือ LDL-C ควรน้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อดล. ในอีก 5 ปีข้างหน้าตัวเลขเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปอีกแน่นอน
ข้อมูลจาก http://www.thaiheartweb.com/hyperlipid.htm
ผลไม้่ Hi Fiber
ไฟเบอร์กับผลไม้หาง่ายๆทานได้ทานดีนะจ๊ะ
กล้วยหอม
จะช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เนื่องจากในกล้วยหอมมีสาร ทริปโตแฟน (Tryptophan) อันเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ซึ่งร่างกายคุณสามารถเปลี่ยนให้เป็นสารเซโรโทนิน (Serotonin) ที่จะทำให้คุณผ่อนคลาย มีความสุข หายจากความกังวลทั้งปวง รักษาอาการถ่ายเป็นเลือด และริดสีดวงทวารได้ด้วยการนำกล้วยหอมมา 2 ผล โดยไม่ต้องแกะเปลือกออก จากนั้นก็นำมาตุ๋นจนสุก แล้วกินทั้งเปลือก กินเป็นประจำลักพักอาการจะดีขึ้น
แอ๊ปเปิ้ล
มีสารสำคัญคือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ คือ เพคติน มีกรด 2 ชนิด คือ กรดมาลิคและกรดทาร์ทาริก ช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมัน นอกจากนั้นยังมีการกล่าวถึงสรรพคุณ บำรุงหัวใจ ลดคลอเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ และฆ่าเชื้อไวรัส
ฝรั่ง
มีวิตามินซีสูงถึง 180 มิลลิกรัม วิตามินซีมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน ที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณเต่งตึงไม่แก่ก่อนวัย และวิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเจ้าตัวสารต้านอนุมูลอิสระนี้เอง ที่ทำให้คอลลาเจน และอีลาสติเสื่อมสภาพ ผิวหนังเหี่ยวแห้ง เกิดริ้วรอยตีนกา วิตามินซีมีความสำคัญต่อการสร้างและบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เซลล์นับล้านตัวเกาะเกี่ยวกันเป็นร่างกายได้ด้วยเนื่อเยื่อที่เรียกว่า คอลลาเจนี มันคือ คอลลาเจนตัวเดียวกับคอลลาเจน ที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าเต่งตึงนั่นเอง
ส้ม
ผลไม้ตระกูล Citrus ที่ให้ทั้งรสเปรี้ยวและหวาน จึงอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ มากมาย ที่เด่นที่สุดคือ ให้วิตามินซีสูง นอกจากนี้ ยังมีแคลเซียม วิตามินเอ บี โปแตสเซียม แคลเซียม ใยอาหาร ฟอสฟอรัส เหล็ก ซึ่งส้มแต่ละชนิดจะให้คุณค่าทางสารอาหารไม่ต่างกันมากนัก ส่วนคุณประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น
* ดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ลดความเครียด ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
* เลือดออกตามไรฟัน และมีคุณสมบัติช่วยล้างพิษในร่างกาย
* ในส้มมีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยป้องกันการอักเสบ และเลือดจับตัวเป็นก้อน
* มีคอลลาเจน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ให้ผิวมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งแตก และยังช่วยสมานแผลหลังผ่าตัด แผลไฟไหม้ ให้หายเร็วและแผลเรียบเนียน
มะละกอ
สามารถนำมารักษาอาการท้องผูก รักษาแผลสด แผลไฟไหม้ ใช้เป็นยาขับพยาธิ ใช้แก้โรคปวดข้อ หรือใช้ในการคุมกำเนิด เป็นต้น
นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งเอนไซม์หลายชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เอนไซม์ Papain ที่นอกจากจะช่วยย่อยโปรตีนแล้ว ยังมีเอนไซม์ Capaine ที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านการเกิดของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว ช่วยบำรุงอวัยวะภายในต่าง ๆ และสำหรับมะละกอสุกยังอุดมไปด้วย วิตามินเอ และวิตามินซี ที่สำคัญก็คือ มะละกอจัดได้ว่าเป็นผลไม้ที่มี แคโรทีนอยด์ หรือวิตามินเอสูง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว ช่วยให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดออกไป รวมถึงเป็นตัวนำอาหารสู่เซลล์ผิว และช่วยกำจัดหรือพาของเสียออกทางรูขุมขนอีกด้วย
ขอบพระคุณรูปภาพและข้อมูลจาก : shape tested
Monday, September 09, 2013
ทำอย่างไรให้ผู้ประสบอาการหัวใจล้มเหลวสามารถพาตัวเองไปถึงโรงพยาบาลได้!!!
คุณรู้สึกเครียด กดดัน
และโกรธจัด….
ทันใดนั้นจู่ๆ คุณก็รู้สึกเจ็บที่หน้าอกอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน และความเจ็บนั้นเริ่มแผ่กระจายไปตามแขนและลามขึ้นมาถึงขากรรไกรของคุณ ถึงแม้คุณอยู่ห่างจากโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านคุณที่สุดเพียงแค่ 8 กิโลเมตรกว่าๆ เท่านั้น แต่คุณก็ไม่รู้ว่าคุณจะขับรถไปถึงโรงพยาบาลไหวหรือไม่???
แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ???
คุณเคยได้รับการอบรมเรื่องการผายปอดและนวดหัวใจให้กับผู้ป่วย แต่ผู้อบรมไม่ได้บอกวิธีการปฐมพยาบาลตนเองเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินเช่นนี้ขึ้นกับตัวคุณ!!!
คุณจะเอาชีวิตรอดอย่างไรเมื่อเกิดหัวใจล้มเหลวกระทันหันขณะกำลังอยู่คนเดียว??
คนหลายๆ คนอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันขณะอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครช่วยเหลือได้ และคนที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติเช่นนี้จะมีเวลาเพียงแค่ 10 วินาทีเท่านั้น ก่อนที่จะหน้ามืดและหมดสติ
หัวใจล้มเหลวเวลาอยู่คนเดียวจะทำอย่างไร??
คำตอบ:
อย่าตื่นตระหนก คุณสามารถช่วยเหลือตนเองได้ด้วยการไอแรงๆ หลายๆ ครั้งติดต่อกัน
สูดลมหายใจให้ลึกๆ ก่อนการไอแรงๆ แต่ละครั้ง การไอแต่ละครั้งต้องไอให้ยาวๆ ลึกๆ เหมือนตอนคุณพยายามขากเสมหะที่ติดอยู่ในลำคอลึกๆ ออกมานั่นแหละ
การหายใจลึกๆ และไอแรงๆ จะต้องกระทำต่อเนื่องทุก 2 วินาทีโดยไม่หยุด (ย้ำทุกๆ 2 วินาที) จนกว่าคุณจะได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ หรือจนกว่าคุณจะรู้สึกว่าหัวใจกลับสู่การเต้นที่เป็นปกติอีกครั้ง
การหายใจลึกๆ จะช่วยให้ปอดได้รับออกซิเจน ส่วนการไอแรงๆ นั้นจะทำให้เกิดแรงกระเทือนที่ไปช่วยบีบหัวใจและช่วยให้เลือดหมุนเวียนได้ และแรงบีบหัวใจจากการไอนี้จะช่วยให้หัวใจกลับสู่การเต้นปกติได้
การทำเช่นนี้จึงทำให้ผู้ประสบอาการหัวใจล้มเหลวสามารถพาตัวเองไปถึงโรงพยาบาลได้
บทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร JOURNAL OF GENERAL HOSPITAL ROCHESTER
บอกต่อคนที่คุณรู้จักให้มากที่สุดเท่าที่คุณสามารถทำได้ เผื่อว่ามันอาจจะช่วยชีวิตของพวกเขาได้ อย่าประมาทคิดว่าหัวใจล้มเหลวไม่มีทางเกิดขึ้นกับคุณ เพราะคุณอายุยังน้อยเพียงแค่ 25 ปี หรือ 30 ปี ทุกวันนี้สภาพการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันอาจทำให้คนหลายๆ คนประสบภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้โดยไม่คาดคิด
ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันสามารถเกิดกับคนได้ทุกวัย
อย่าลืมส่งบทความนี้ต่อให้กับเพื่อนของคุณและคนอื่นๆ ให้มากที่สุด แต่...
ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา อย่ารอให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพราะบางครั้งก็อาจจะไม่โชคดี
ถ้าอยู่ในอีกสถานการณ์ เราทำไมไม่ดูแลสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง
ซึ่งราคาถูกกว่าการไปนอน รพ มากมายหลายเท่านัก แบลคมอร์ส ฟิช ออยล์ 1000 มก. ขนาด 80 เม็ด x 3
- สกัดจากปลาทะเลเป็นแหล่งให้กรดไขมันจำเป็นโอเมก้า-3 300 มก.ต่อแคปซูล
- ผ่านการตรวจสอบปริมาณสารปรอทและตะกั่ว
- รับประทานพร้อมอาหาร ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 1-3 ครั้ง ทุกวัน
![]() |
| ราคาพิเศษเพียง 780 บาท จาก 2,619 สั่งซื้อของแท้จาก Lazada!!! |
แบลคมอร์ส เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากออสเตรเลียที่มุ่งยกระดับชีวิตของผู้คนด้วยคุณค่าจากธรรมชาติและมุ่งมั่นที่จะเป็นทางเลือกแรกในการดูแลสุขภาพของทุกคน โดยการนำความรู้ที่สั่งสมมายาวนานของเรามาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อการดูแลสุขภาพที่ล้ำสมัย เปี่ยมด้วยคุณภาพและก่อเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง คุณภาพของผลิตภัณฑ์แบลคมอร์ส และการให้ข้อมูล ความรู้ ด้านสุขภาพ เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้แบลคมอร์ส กลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในเรื่องของการดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ธรรมชาติคือคำตอบของสุขภาพ” เราจึงทุ่มเทค้นคว้า วิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิดนี้ทำให้แบลคมอร์สคงความเป็นผู้นำในประเทศออสเตรเลียมาตราบจนทุกวันนี้
คุณสมบัติเด่น
เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น
แบลคมอร์ส ฟิช ออยล์ 1000 มก. ขนาด 80 เม็ด x 3 สกัดจากปลาทะเลเป็นแหล่งให้กรดไขมันจำเป็นโอเมก้า-3 300 มก.ต่อแคปซูล ได้แก่ อีพีเอ และดีเอชเอ ผ่านการตรวจสอบปริมาณสารปรอทและตะกั่ว รับประทานพร้อมอาหาร ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 1-3 ครั้ง ทุกวัน
คุณสมบัติเด่น
เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น
แบลคมอร์ส ฟิช ออยล์ 1000 มก. ขนาด 80 เม็ด x 3 สกัดจากปลาทะเลเป็นแหล่งให้กรดไขมันจำเป็นโอเมก้า-3 300 มก.ต่อแคปซูล ได้แก่ อีพีเอ และดีเอชเอ ผ่านการตรวจสอบปริมาณสารปรอทและตะกั่ว รับประทานพร้อมอาหาร ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 1-3 ครั้ง ทุกวัน
Monday, March 28, 2011
สมาคมเวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งประเทศไทย
ที่อยู่
อาคารเฉลิมพระบารมี ๕๐ ปี ชั้น 10 ซอยศูนย์วิจัย ถนนเพชรบุรี บางกะปิ ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
โทรศัทพ์ (02) - 7166808, (02) - 7166661-4 ต่อ 1048
แฟกซ์ (02) - 7166809
อีเมลล์ secretariat@rehabmed.or.th หรือ thairehab@yahoo.com
ขอถามเรื่องปวดมือ บิดมือปวดมาก
มีอาการปวดมือ หลังเท้า นิ้วมือ กำมือลำบาก ทั้งสองข้าง แต่ซึกขวาจะเป็นมากกว่าจนทำให้มือไม่มีแรงบิดลูกกุญแจรถ บิดเปิดขวด ซักผ้า บิดผ้า หักพวงมาลัยรถหรือยกของไม่หนักมากไม่ค่อยจะมีแรง และมีปวดเอวบ้างเวลายกของค่ะ เกิดจากการนั่งขับรถนานๆ นั่งทำงานนานๆ ทำเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่ถ้าได้นอนเอาผ้าหนุนหลังให้สูงกว่าก้นนิดหน่อยจะรู้สึกปวดลดลง รู้สึกเส้นเอ็นที่ข้อมือจะแข็งตึง การกายภาพบำบัดโดยการอัลตราซาวด์ที่หลังบริเวณกระดูกสันหลัง ตั้งแต่ใต้สบักลงไป กับการดึงหลังก็ทำให้ปวดลดลง อย่างนี้ไม่ทราบว่าเป็นอะไรค่ะ จะเกี่ยวกับภูมิต้านทานทำลายตัวเองหรือไม่ อยากตรวจให้ชัดว่าตัวเองเป็นภูมิต้านทานทำลายตัวเองจริงๆหรือเปล่า เพราะหมอที่รักษาอยู่เขาบอกแต่ก็ตอบไม่ชัดว่าเป็นอะไรแน่ ให้แต่ยามากิน ดิฉันไม่กล้าซักไซ้หมอมากเกรงใจค่ะ เลยขอรบกวนถามคุณหมอว่า
1. เป็นอะไรกันแน่ค่ะ เรียกว่าเป็นอะไร
2. ใช่เกี่ยวกับภูมิต้านทานทำลายตัวเองหรือไม่
Post by ผู้ป่วย
Reply 1
อาการเท่าที่บอกมายังไม่จำเพาะเจาะจงกับโรคใดโรคหนึ่งหรอกค่ะ เฉพาะจากประวัติแค่นี้ ก็บอกได้กว้างๆว่า อาจเป็นจากข้อเสื่อม ข้ออักเสบ หรือปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ก็เป็นได้ค่ะ
ถ้าจะวินิจฉัยให้แน่นอนต้องตรวจร่างกาย เจาะเลือด เอ็กซเรย์ และตรวจระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะ
โดยเฉพาะโรคกล่มภูมิต้านทานทำลายตัวเอง หรือ autoimmune อาจจะมีอาการร่วมกันหลายๆระบบได้ การวินิจฉัยต้องตรวจหลายอย่างถึงจะยืนยันได้ค่ะ
หมอเลือกบทความภาษาไทยที่เข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับโรคที่คุณกลัว มาจากเวบของชมรมผู้ป่วยที่ รพ.รามา และจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มาให้คุณลองอ่านดู แล้วลองเปรียบเทียบอาการดูนะคะ ว่าจะใช่โรคที่สงสัยหรือไม่
http://www.thai-sle.com/menu-ebook.htm
http://medinfo.psu.ac.th/nurse/SLE.htm
ทางที่ดีปรึกษาคุณหมอที่รักษาอยู่ก็ดีนะคะ จะได้ชัดเจนและสบายใจ
From พญ.พรระวี 4 กุมภาพันธ์ 2553 13:59:04
![]() |
Beta Plu Kao เทียบเท่า D-Glucan เบต้า พลูคาว ดีกลูแคน อาหารเสริม เพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย ป้องกันโรคหวัด ยับยั้ง ไวรัส เอดส์ HIV1 ไข้หวัดใหญ H1N1 ลดอาการภูมิแพ้ โรคหอบหืด จากภูมิแพ้ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งลำไส้ บรรจุ 30 เม็ด...ศึกษาเพิ่มเติม!!! |
Tuesday, March 22, 2011
10 Weirdest Diseases
10 Weirdest Diseases
Published on 5/11/2007 under Bizarre Medical Stories - 1,667,667 views
TAGS: rare diseases, strange diseases
Blue-skinned people? Vampire Syndrome? When we were kids, we couldn't hear enough about illnesses, horrid medical conditions or weird diseases. Not much has changed since then. When we hear about an outbreak of a flesh-eating bacteria or some other rare sickness, we're fascinated. But now we're also terrified. Some rare diseases are very real and if you catch them, you're a goner. Here's a list with 10 of the most rare diseases out there.
1/ Elephantiasis: grossly enlarged members
Lymphatic filariasis, also known as elephantiasis, is best known from dramatic photos of people with grossly enlarged or swollen arms and legs. The disease is caused by parasitic worms, including Wuchereria bancrofti, Brugia malayi, and B. timori, all transmitted by mosquitoes. Lymphatic filariasis currently affects 120 million people worldwide, and 40 million of these people are seriously diseased. When an infected female mosquito bites a person, she may inject the worm larvae, called microfilariae, into the blood. The microfilariae reproduce and spread throughout the bloodstream, where they can live for many years. Often disease symptoms do not appear until years after infection. As the parasites accumulate in the blood vessels, they can restrict circulation and cause fluid to build up in surrounding tissues. The most common, visible signs of infection are excessively enlarged arms, legs, genitalia, and breasts.Lymphedema Treatment and Advice
Lymphedema treatment and management course. Provides information on how to manage lymphedema swellings and improve the health of the lymphatic system
It's absolutely fundamental to your health to have a healthy, free flowing lymphatic system!
"Discover How to Heal Your Lymphatic System and Reduce Swelling caused by Lymphedema"
I was an idiot for not healing my lymphatic system immediately before it became severley congested. But I listened to my doctors and they told me that nothing was wrong!!
It has taken more than 6 long hard years to find out the truths about the lymphatic system and how to heal it and now it's available to you...
Dear Friend
If you are suffering from Lymphedema then you are very fortunate to have found this website and eBook course.
Click Here!
2/ Progeria: the 80-Year-Old Children
Progeria is caused by a single tiny defect in a child's genetic code, but it has devastating and life-changing consequences. On average, a child born with this disease will be dead by the age of 13. As they see their bodies fast forward through the normal process of ageing they develop striking physical symptoms, often including premature baldness, heart disease, thinning bones and arthritis. Progeria is extremely rare, there are only around 48 people living with it in the whole world. However, there is a family that has five children with the disease. 3/ Werewolf Syndrome: the wolf people
When two year-old Abys DeJesus grew dark, hairy patches on her face, doctors said she has a condition known as Human Werewolf Syndrome. The disease is called werewolf syndrome because people with it look like werewolves - except without the sharp teeth and claws. In Mexico, a large family of men had hair that covered their faces and upper bodies. Two brothers were even offered a part in the X-Files but they turned down the offer. 4/ Blue Skin Disorder: the blue people
A large family simply known as the "blue people" lived in the hills around Troublesome Creek in Kentucky until the 1960s. They were the blue Fugates. Most of them lived past the age of 80, with no serious illness - just blue skin. The trait was passed on from generation to generation. People with this condition have blue, plum, indigo or almost purple skin. (Source) 5/ Pica: the urge to eat non-food substances
People diagnosed with Pica have an insatiable urge to eat non-food substances like dirt, paper, glue and clay. Though it is believed to be linked with mineral deficiency, health experts have found no real cause and no cure for this disorder.
6/ Vampire Disease: pain from the sun
There are people out there who go to great lengths to avoid the sun. If they are caught in the sun, their skin will blister. Some of them have pain and blistering as soon as the sun touches their skin. Ok, so they're not actually vampires. They don't drink blood and sleep in coffins, but they do suffer from a rare disease that has vampire-like symptoms.
7/ Alice in Wonderland syndrome: time, space and body image are distorted
Alice in Wonderland syndrome (AIWS), or micropsia, is a disorienting neurological condition which affects human visual perception. Subjects perceive humans, parts of humans, animals, and inanimate objects as substantially smaller than in reality. Generally, the object perceived appears far away or extremely close at the same time. For example, a family pet, such as a dog, may appear the size of a mouse, or a normal car may look shrunk to scale. This leads to another name for the condition, Lilliput sight or Lilliputian hallucinations, named after the small people in Jonathan Swift's Gulliver's Travels. The condition is in terms of perception only; the mechanics of the eye are not affected, only the brain's interpretation of information passed from the eyes.
8/ Blaschko's lines: strange stripes all over the body
Blaschko's lines are an extremely rare and unexplained phenomenon of human anatomy first presented in 1901 by German dermatologist Alfred Blaschko. Neither a specific disease nor a predictable symptom of a disease, Blaschko's lines are an invisible pattern built into human DNA. Many inherited and acquired diseases of the skin or mucosa manifest themselves according to these patterns, creating the visual appearance of stripes. The cause of the stripes is thought to result from mosaicism; they do not correspond to nervous, muscular, or lymphatic systems. What makes them more remarkable is that they correspond quite closely from patient to patient, usually forming a "V" shape over the spine and "S" shapes over the chest, stomach, and sides. 9/ Walking Corpse Syndrome: they believe to have died
It is a syndrome of mental depression and suicidal tendencies, in which the patient complains of having lost everything: possessions, part of or entire body, often believing that he or she has died and is a walking corpse. This delusion is usually expanded to the degree that the patient might claim that he can smell his own rotting flesh and feel worms crawling through his skin. The latter phenomenon is a recurring experience of people chronically deprived of sleep or suffering amphetamine/cocaine psychosis. Paradoxically, being "dead" often gives the patient the nation of being immortal.
10/ Jumping frenchman disorder: weird reflexes
The main characteristic is that patients are extremely startled by an unexpected noise or sight. It's not just twitching when someone sneaks up behind you. Patients with this disorder flail their arms, cry out and repeat words. First identified in some of Maine's lumberjacks of French-Canadian origin, the odd reflex has been identified in other parts of the world, too.
![]() |
| ราคา 140 บาท สั่งซื้อที่นี้!!! |
รับรองให้ใช้ทดแทนยาต้านไวรัส ทามิฟูล อย่างได้ผล
ผลิตภัณฑ์ของ บริษัท ขาวลออเภสัช ได้รับความยอมรับและเชื่อถือมายาวนาน ได้มาตรฐาน GMP ระดับ asean ซึ่งมาตรฐานสูงกว่า GMP ทั่วไปภายในประเทศ ได้รับตรา thailand trust mark เป็นรุ่นแรกและบริษัทแรกของวงการผู้ผลิตสมุนไพร ซึ่งการันตีความมีมาตรฐานในระดับส่งออกโดยหน่วยงานรัฐบาล สินค้าทุกผลิตภัณฑ์ ของขาวลออ จึงวางใจได้ ในมาตรฐานการผลิต และสารสำคัญที่มีอยู่จริงตามที่แจ้งไว้บนฉลากสินค้า และวางใจได้มากยิ่งขึ้น ด้วยรางวัล อย. ควอลิตี้อวอร์ด 3 สมัย
ผลิตภัณฑ์ของ บริษัท ขาวลออเภสัช ได้รับความยอมรับและเชื่อถือมายาวนาน ได้มาตรฐาน GMP ระดับ asean ซึ่งมาตรฐานสูงกว่า GMP ทั่วไปภายในประเทศ ได้รับตรา thailand trust mark เป็นรุ่นแรกและบริษัทแรกของวงการผู้ผลิตสมุนไพร ซึ่งการันตีความมีมาตรฐานในระดับส่งออกโดยหน่วยงานรัฐบาล สินค้าทุกผลิตภัณฑ์ ของขาวลออ จึงวางใจได้ ในมาตรฐานการผลิต และสารสำคัญที่มีอยู่จริงตามที่แจ้งไว้บนฉลากสินค้า และวางใจได้มากยิ่งขึ้น ด้วยรางวัล อย. ควอลิตี้อวอร์ด 3 สมัย
เราเปลี่ยนทุกรางวัลและงานวิจัย เป็นสมุนไพรคุณภาพเพื่อคุณ
Friday, March 11, 2011
Oasis, Best Spa in Chiangmai
Chiang Mai Oasis Spa - Day Spa TreatmentsPlease note that prices are subject to 7% Tax and 10% Service Charge
| The Chiangmai Oasis Spa 102 Sirimangkalajarn Road , Chiang Mai 50200 | |
| The Lanna Oasis Spa 4 Samlan Road , Phrasing, Chiangmai 50200 | |
TEL. ![]() ![]() |
Lanna Style:
Warm the body with a Thai Traditional Massage, then a Thai Herbal Hot Compress on your stomach and back finishing with a Aromatic full body oil massage.
: 2 hours 1900 Baht
Oasis Pampering: Body Scrub, Aromatherapy Body Massage, Facial: 2.5 hours
2700 Baht
Ayurveda Package: Beginning with a slow dripping of oil on your forehead to relax you and continues with a thorough scalp massage, following with a complete Traditional East Indian Style Oil Massage: 2 Hours 3900 Baht
Oasis Encounter: Thai Herbal Steam, Body Scrub, Body Wrap, Aromatherapy Bath, Thai Oil Massage: 3 hours 4300 Baht
Paradise of Oasis: Thai Herbal Steam, Body Scrub, Thai Herbal Clay Mud Wrap, Aromatherapy Milky Bath, Thai Herbal Hot Oil Massage and Mineral Mud Facial: 4 hours 4600 Baht
Oasis Experience: Thai Herbal Steam, Body Scrub, Morocco Red Clay Body Wrap, Aromatherapy Bath, Oasis Four Hand Massage and Traditional Thai Facial: 4 hours 5700 Baht
Lanna Explorer : Thai herbal Steam, Thai herbal Body Scrub, Aromatic Hot Thai oil massage, Thai herbal hot compress massage and Lanna herbal facial: 3.5 hours
6500 Baht
For enquiries and booking please call 081 617 2116 Patrick, Oversea call 66 81 617 2116 Patrick, เพ็ญนภา (แก้ว) 081 498 0613 ต่างประเทศ ++66 81 498 0613, E-mail: neomart@gmail.comFree round trip transportation from hotel to Oasis upon booking มีรถรับส่งฟรี หลังจองแล้ว
Customer Comments about their experience at Chiang Mai Spa Oasis, the best spa in town
Divine! Such a beautiful service and such a lovely place. I was pampered like never before and felt very special. thank you so much and I wish you much prosperity and happiness. - Helma Morland
It was a complete pleasure to have my first afternoon at a spa here at the Chiangmai Oasis. Very relaxing. Thanks again. - Matt Niederhauser USA
Thanks for a wonderful afternoon. My wife and I were treated extremely well. If only you had a branch near us in London! - Richard & Tracy Scott
I can recommend Oasis Spa to anyone. Very nice treatment. - W. Slotegraff, Holland
Dang was fabulous. I am totally relaxed and feel wonderful. Oasis is worth every Baht! Joe Ritter, USA
Visiting Chiang Mai has just gotten even better! I have found the Oasis Spa and it has improved my time in this great city. I didn't think that was possible. Many Thanks. - Tom San Francisco
For enquiries and booking please call 081 617 2116 Patrick, Oversea call 66 81 617 2116 Patrick, เพ็ญนภา (แก้ว) 081 498 0613 ต่างประเทศ ++66 81 498 0613, E-mail: neomart@gmail.com
Free round trip transportation from hotel to Oasis upon booking มีรถรับส่งฟรี หลังจองแล้ว
Tuesday, March 08, 2011
Alzheimer's Disease - โรคอัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์เป็นหนึ่งของโรคที่พบบ่อยในกลุ่มโรคผิดปกติของสมอง " dementia" ซึ่ง
มีการถดถอยหน้าที่ของสมอง จำเหตุการณ์และช่วงเวลาได้ไม่แน่นอน ความจำเสื่อม มีปฏิกิริยา
โต้ตอบอย่างแปลกๆ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่เหมาะสม อารมณ์จะไม่สม่ำเสมอ
กลุ่มผิดปกติของสมองที่เรียก dementia นี้ อาจเป็นผลมาจากเส้นเลือดในสมองแข็งและแคบ
ลง ในคนสูงอายุ หรืออาจไม่ทราบสาเหตุ เช่น โรคอัลไซเมอร์ และอื่นๆ คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์
จะมีการเสียพื้นที่ของสมอง ที่ควบคุมความคิด ความจำและการเรียบเรียงภาษาพูด จะมีอาการ
สับสนและไม่สามารถปฏิบัติงานที่เคยทำตามปกติได้
The Alzheimers-Reversing Breakthrough หนังสือที่ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถรักษาอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้
A Groundbreaking Scientifically Proven Method For Curing AlzheimersClick Here!
ในระยะเวลาแรกๆ คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์จะขี้หลงขี้ลืมเล็กๆ น้อยๆ (mild forgetfulness)
และในระยะต่อมาจะมีพฤติกรรมและบุคลิกเปลี่ยนไป เช่น ก้าวร้าว และความทรงจำความนึกคิด
และการมีเหตุมีผล (cognitive) เสื่อมลงอย่างมาก
สาเหตุของอัลไซเมอร์ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีนักวิจัยกำลังหาสาเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ
อัลไซเมอร์ และก็ยังเป็นโรคที่รักษาไม่หาย สิ่งที่รู้คือโรคนี้มักจะเกิดในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปี
ขึ้นไป และอาจจะพบในคนที่มีอายุน้อยกว่านี้ก็ได้ แต่อัตราเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์มี
อัตราเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้นด้วย คนอเมริกาประมาณ 4 ล้านคน กำลังทนทุกข์ทรมานจาก
โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งร้อยละ 70 ของคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ จะรักษาอยู่กับบ้าน โดยมีญาติพี่น้อง
ลูก หลานเป็นผู้ดูแล ผู้ที่ดูแล
คนเป็นโรคนี้ก็จะเสียสุขภาพจิตไปด้วย ซึ่งนับวันก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆแพทย์วินิจฉัยได้
อย่างไรว่าคนไข้เป็นโรคอัลไซเมอร์คณะผู้วิจัยจากคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาว์วาร์ดได้
รายงานเมื่อเร็วๆนี้ว่า พวกเขาได้ใช้ยาหยอดตาที่ชื่อว่า โทรพิกาไมด์ (tropicamide) ซึ่ง
ปกติจักษุแพทย์ใช้ขยายม่านตาก่อนจะตรวจจอรับภาพ พบว่าคนไข้อัลไซเมอร์มีการตอบสนอง
ต่อยานี้เร็วกว่าปกติ (highly senstiive) ในการตรวจศพ ส่วนสมองของคนที่เสียชีวิตจาก
โรคอัลไซเมอร์ จะพบ " plagues" เป็นปื้นๆ ประกอบไปด้วยกลุ่มของเส้นประสาทที่เสีย
หรือถูกทำลายไปแล้ว และพบเซลล์ " drendrites" อยู่รอบๆ บริเวณที่ติดสีแดง (amyloid)
และในพื้นที่เดียวกันนั้นจะเป็น " tangle" ซึ่งเป็นใยประสาทที่ยุ่งเหยิงเป็นบริเวณในพื้นที่
ของสมองที่เสีย สิ่งที่ตรวจพบดังกล่าวพยาธิแพทย์ใช้เป็นหลักในการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์
คนไข้ที่มีชีวิตอยู่แพทย์จะวินิจฉัย ว่าคนนั้นน่าจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ (probable
diagnosis) ได้จากการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจเชาว์ และสติปัญญาของคนไข้
แต่ส่วนใหญ่แพทย์จะวินิจฉัยแยกโรค เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคแพ้ยา โรคซึมเศร้า
มะเร็งของสมอง และความจำเสื่อมจากหลอดเลือดสมองแข็งหรือตีบจากอายุออกไปก่อน แล้ว
จะเลือกอัลไซเมอร์เป็นข้อสรุป
ในการซักประวัติจะต้องดูประวัติปัจจุบัน ประวัติอตีด และการตรวจในขณะที่ซักประวัติว่า
คนไข้สามารถปฏิบัติภารกิจที่เคยทำได้แล้วอยู่ๆทำไม่ได้ เป็นส่วนประกอบด้วย การตรวจ
เพื่อแยกโรคอื่นที่กล่าวมาข้างต้น จะต้องตรวจเลือดดูหน้าที่ของต่อมไทรอยด์ ตรวจปัสสาวะ
และตรวจน้ำไขสันหลัง (spinal fluid) ตรวจคอมพิวเตอร์โตโมแกรมของสมองด้วยแม่เหล็ก
(Magnetic Resonance lmaging = MRI) หรือตรวจ PET (Positron Emission
Testing) เพื่อจะดูพื้นที่ของสมองที่เสียไป การตรวจจิตและประสาท จะมีการประเมิน
วุฒิภาวะของสมอง (mentality) ในส่วนที่เกี่ยวกับความจำ
ยกตัวอย่าง เช่น ตั้งโจทย์ให้คนไข้แก้ปัญหา สังเกตความเอาใจใส่ (สมาธิ) การคำนวณและ
การใช้ภาษาต่างๆ การตรวจหลายๆ อย่าง ดังกล่าวมาแล้วจะทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัย
แยกโรค และได้
ข้อสรุปว่าคนไข้นั้นเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่ แม้การวิเคราะห์วินิจฉัยดังกล่าวจะไม่ถึง
100% แต่ในศูนย์โรคอัลไซเมอร์ที่มีผู้เชี่ยวชาญอยู่จะวินิจฉัยได้แม่นยำ 80 ถึง 90%
การรักษา อัลไซเมอร์ มีหลายระดับ ระดับแรก จะหลงลืมเล็กๆ น้อยๆ จนถึงระดับที่เป็นมาก
ความจำเสื่อมลงมากพร้อมกับมีอาการก้าวร้าว แม้ว่าการพัฒนาไปสู่ระยะสุดท้ายจะแปร
เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
โดยทั่วไปอาการของโรคตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งตายและใช้เวลาอยู่ถึงระหว่าง 5-20 ปี
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายได้ หรือแม้แต่จะยับยั้งการพัฒนาไปสู่ระยะสุดท้าย อย่างไรก็
ตามในทางการวิจัยเขาได้วิจัยยาชื่อ แทครีน (tacrine hydrochloride) ซึ่งคณะ
กรรมการอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้อณุญาติให้จดทะเบียนใช้ได้ตั้งแต่ปี
ค.ศ. 1993 และมีแนวโน้มว่ายานี้ช่วยให้คนไข้บรรเทาอาการได้มากทีเดียว อันดับแรกการ
ให้ยานี้จะช่วยให้คนไข้ควบคุมพฤติกรรมของตัวเองได้ระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มาช่วย
บริบาลเขาสะดวกสบายในการที่จะดูแลคนไข้ คนไข้นอนหลับได้ลดการเดินหรือเคลื่อนไหว
โดยไม่รู้จุดหมาย ลดความกังวล ลดความซึมเศร้า
คนไข้อัลไซเมอร์ ต้องได้รับการตรวจดูแลติดตามโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อทราบอาการ
ของโรคว่าทรุดเร็วแค่ไหน จะได้รักษาความก้าวร้าวของคนไข้ ขณะที่ไปเยี่ยมตรวจคนไข้
แพทย์ต้องแนะนำวิธีบริบาลคนไข้ให้แก่ญาติที่ดูแลคนไข้วันต่อวัน เมื่อโรคก้าวหน้าไปมาก
การรักษาต้องใกล้ชิด อาจต้องอยู่ในโรงพยาบาล
ในช่วงสุดท้ายของโรค ต้องให้กำลังใจญาติ และดูแลสุขภาพของพวกเขาด้วย
โรคอัลไซเมอร์คืออะไร
โรคอัลไซเมอร์เป็นอาการสมองเสื่อม (DEMENTIA ) ชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดจากการ
ตายของเซลล์สมอง ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมลงจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อกิจวัตร
ประจำวันของผู้ป่วย ในช่วง 8-10 ปี หลังจากเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยโรค
อัลไซเมอร์จะมีอาการสมองเสื่อมรุนแรงยิ่งขึ้น จนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน
ตามปกติ แม้กระทั่งการแปรงฟัน โรคนี้ต่างจากอาการสมองเสื่อมที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ตรง
ที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์เป็นความผิดปกติที่มีผลโดยตรงต่อสมองซึ่งเป็นศูนย์การสื่อสารที่น่ามหัศจรรย์
ในการควบคุมความ ความรู้สึก และการตอบสนองของเรา การสื่อสารที่สำคัญต่าง ๆ ใน
ร่างกายจะถูกส่งผ่านสมอง โดยมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (NEURO-
TRANSMITTER) เป็นตัวสื่อสาร สารนี้จะช่วยนำคำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะเป้าหมาย
เพื่อให้เกิดการทำงานขึ้น สำหรับสารสื่อประสาทที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความจำของเราคือ
สารอะเซติลโคลีน (ACETYLCHOLINE) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารนี้ช่วยทำให้มนุษย์
มีความสามารถในการจำ ดังนั้นปัญหาที่รุนแรงอาจเกิดขึ้น หากในสมองมีสารนี้ลดน้อยลงมาก
จะทำให้เซลล์สมองมีปัญหาในการสื่อสาร และพบว่าผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีระดับของสาร
อะเซติลโคลีนลดลงอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุทำให้ความสามารถในการจำและการใช้
เหตุผลของผู้ป่วยลดลงตามไปด้วย ปริมาณสารอะเซติลโคลีนนี้ส่วนหนึ่งถูกควบคุมโดย
เอนไซม์ที่มีชื่อว่า อะเซติล-โคลีนเอสเทอเรส ซึ่งจะทำหน้าที่ย่อยอะเซติลโคลีน ทำให้สาร
สื่อประสาทนี้มีปริมาณน้อยลงในสมอง ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของการรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์คือการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์
อะเซติลโคลีนเอสเทอเรสและการเพิ่มปริมาณสารสื่อประสาท
ปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์
มีปัจจัยที่ไม่อาจจะควบคุมได้หลายประการที่เพิ่มโอกาสการเกิดโรคอัลไซเมอร์ปัจจัยที่สำคัญ
มากที่สุดคือ อายุ ในคนอายุ 80 ปี มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนมีอายุ 65-69 ปี ถึง 10 เท่า
ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งประชากรมีอายุยาวนานขึ้นจึงทำให้พบ
ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มากขึ้นด้วย ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มากกว่า
4 ล้านคน ภายในปี 2040 คาดว่าจะมีจำนวนสูงขึ้นเป็น 7-10 ล้านคน
อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งสำคัญมากคือกรรมพันธุ์
จากการศึกษาพบว่าผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคอัลไซเมอร์ มีโอกาสเป็นโรคนี้มาก
กว่าคนทั่วไป
การตรวจวินิจฉัย
ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีลักษณะอาการและพฤติกรรมที่เป็นรูปแบบเด่นชัด ทำให้สามารถคาดเดา
ได้ว่าผู้ป่วยรายใดตกเป็นเหยื่อของโรคนี้โดยดูจากลักษณะอาการและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญ จะใช้วิธีการตรวจสอบหลายวิธีในการประเมินอาการของผู้ป่วยเพื่อวินิจฉัยว่าเป็น
โรคอัลไซเมอร์หรือwbr โดยการตรวจสอบความสามารถในการรับรู้ของผู้ป่วย เช่น ความจำ
ความใส่ใจ การใช้ภาษา การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา รวมถึงการทดสอบทางห้องปฎิบัติการ
และการเอ็กซเรย์สมอง (BRAIN SCAN) เพื่อให้การวินิจฉัยโรคถูกต้องมากขึ้น
แพทย์จะถามถึงความสามารถของผู้ป่วยในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น
- การกิน
- การอาบน้ำ
- การเดิน
- การแต่งตัว
- การซื้อของ
- การทำอาหาร
- การใช้โทรศัพท์
การวินิจฉัยโรคทางคลินิกด้วยวิธีดังกล่าวให้ความถูกต้องสูงถึง 80-90% ในการบ่งชี้ว่าผู้ป่วย
เป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่ มีเพียงวิธีเดียวที่จะให้แน่ใจร้อยเปอร์เซนต์ ก็คือการตรวจชิ้นเนื้อ
สมอง
โรคอัลไซเมอร์ รักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ?
พบว่าในปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป็นการรักษาเพื่อให้อาการ
ดีขึ้น ให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เหตุผลหนึ่งที่ผู้ป่วย
โรคอัลไซเมอร์มีความจำเสื่อมเนื่องจากมีระดับของสารสื่อประสาทอะเซติลโคลีน จึงมีการ
พัฒนายาซึ่งสามารถยับยั้งเอนไซม์อะเซติลโคลีนเอสเทอเรส ซึ่งน่าจะให้สารอะเซติลโคลีน
คงเหลืออยู่มากขึ้น ปัจจุบันมียาที่เรียกว่าสารยับยั้งอะเซติลโคลีนเอสเทอเรส ซึ่งช่วยลดการ
ย่อยสารอะเซติลโคลีนและเป็นการรักษาระดับของอะเซติลโคลีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อ
ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้นและระยะปานกลางในการรักษาอาการความจำเสื่อม
สารยับยั้งอะเซติลโคลีนเอสเทอเรสหลายตัวอาจมีอาการข้างเคียงในคนไข้บางคน เช่น ทำให้
คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์
ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในระยะต้นๆ มักมีพฤติกรรมต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ซึมเศร้านอนไม่หลับ
ตื่นตกใจง่าย
ก้าวร้าว ไม่สนใจทำกิจวัตรประจำวัน การให้คำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้ผู้ป่วย
ลดความวิตกกังวลหรือซึมเศร้า ซึ่งเกิดจากโรคอัลไซเมอร์ พร้อมทั้งการให้ยาเพื่อรักษาอาการ
ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาและวิธีการรักษาได้อย่างเหมาะสม
ที่สุด
The Alzheimers-Reversing Breakthrough หนังสือที่ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถรักษาอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้
A Groundbreaking Scientifically Proven Method For Curing AlzheimersClick Here!
รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์
แบบทดสอบเบื้องต้น เพื่อประเมินว่าคนที่คุณรักอาจเป็นโรคอัลไซเมอร์ ทำเครื่องหมายลง
ในช่องว่าง ที่คุณพบว่าเป็นปัญหาซึ่งเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุในครอบครัวของคุณ
...... อาการหลงลืม เช่น ลืมนัด จำเหตุการณ์หรือคำพูดที่เพิ่งผ่านมาไม่ได้
...... หลงลืมสิ่งของ จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหนและคิดว่ามีคนขโมยไป
...... สับสนเรื่องเวลา สถานที่ กลับบ้านไม่ถูก
...... ปัญหาเรื่องการพูด ลืมหรือเรียกสิ่งของไม่ถูก พูดคำหรือประโยคซ้ำๆ
...... ไม่สนใจในสิ่งที่เคยสนใจ กิจกรรมประจำวัน งานอดิเรก
...... จำบุคคลที่เคยรู้จัก เพื่อน หรือสมาชิกในครอบครัวไม่ได้ คิดว่าเป็นคนแปลกหน้า
...... ปัญหาเรื่องการนับหรือทอนเงิน การใช้โทรศัพท์
...... พฤติกรรมที่อาจเกิดปัญหายุ่งยาก เช่น ออกนอกบ้านเวลากลางคืน พฤติกรรมก้าวร้าว
...... ไม่สนใจดูแลความสะอาดของตัวเอง เช่น แปรงฟันไม่เป็น อาบน้ำไม่เป็น
หากพบว่าผู้สูงอายุในครอบครัวมีปัญหาดังกล่าวข้อใดข้อหนึ่งหรือมากกว่า อาจเป็นไปได้ว่า
ผู้สูงอายุท่านนั้นกำลังเผชิญกับโรคอัลไซเมอร์หรืออาจมีปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ
การดูแลด้านจิตใจของผู้ป่วยโรค อัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความบกพร่องในหน้าที่ของสมองส่วนต่างๆ แสดงออกเป็น
กลุ่มอาการในเรื่องความจำบกพร่อง สติปัญญา ความสามารถลดลง การตัดสินใจไม่เหมาะสม
ปัญหาทางบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง อารมณ์ผิดปกติ พฤติกรรมบกพร่อง การเคลื่อนไหวผิดปกติ
จนถึงอาการของโรคจิตที่มีประสาทหลอน หลงผิดได้
โรคอัลไซเมอร์มีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจไม่เฉพาะต่อผู้ป่วยเอง ยังมีผลกระทบต่อญาติ
หรือผู้ดูแลที่ต้องรับภาระที่มีปัญหาทั้งร่างกายและจิตใจ อาจก่อให้เกิดความเครียดเหนื่อยล้า
เบื่อหน่าย กังวล ผิดหวัง เศร้า ว้าเหว่เหมือนถูกทอดทิ้ง บางครั้งผู้ดูแลหรือญาติ อาจเกิด
ปัญหา หรือมีคำถามต่าง ๆ อยากปรึกษาแต่….. ไม่รู้จะถามใครดี…..
...... ถามอะไรบ้าง
...... สิ่งที่ทำไปถูกต้องดีหรือยัง
...... รู้สึกผิดคิดว่าตนเองเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาอารมณ์ในผู้ป่วย
บทบาทของผู้ดูแลหรือญาติ
1. ยอมรับว่าโรคนี้รักษาไม่หาย แต่การช่วยดูแลจะทำให้ผลกระทบด้านต่าง ๆ ลดลง
2. เข้าใจว่าโรคนี้ก่อให้เกิดอาการได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคิด สติปัญญา
ความจำที่ บกพร่องและถดถอย ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ผิดปกติ รวมทั้งอาการทางอารมณ์
ไม่ว่าจะซึมเศร้า หรือก้าวร้าว รวมทั้งอาการทางกาย เพื่อการช่วยเหลือดูแลได้อย่างถูกต้อง
3. ดูแลเอาใจใส่ สังเกตุว่าอาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อะไรเป็นสาเหตุ เช่น นอนไม่หลับ
แยกตัว เครียด อาจมีสิ่งกระตุ้น ช่วยแก้ไขสาเหตุเหล่านั้น ช่วยลดความเครียดแก่ผู้ป่วย
4. ให้ความอบอุ่น ดูแลใกล้ชิด ด้วยการติดต่อสื่อสารที่ถูกต้อง อย่าเผชิญหน้า โต้เถียง หรือ
ต่อว่าลงโทษ อาจแสดงได้โดยการติดต่อ สื่อสาร นอกจากคำพูด เช่นการแสดงสีหน้า
ท่าทาง สายตารวมทั้งการสัมผัส
5. สนับสนุนให้กำลังใจและช่วยเหลือ กระตุ้น ให้ผู้ป่วยทำในสิ่งที่ทำได้ และช่วยเหลือ
ตามความเหมาะสมกับระยะของอาการของโรค
6. มีส่วนช่วยในการรักษา สังเกตุถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น นอนไม่หลับ ก้าวร้าวมากขึ้น
มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ ซึมเศร้า ฯลฯ ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษา
ตัวอย่างการแก้ปัญหาและแนวทางแก้ไข
1. เมื่อผู้ป่วยมีความบกพร่องในเรื่องของความทรงจำ การถามคำถาม เดิมซ้ำ ๆ ไม่ทำกิจกรรม
ตามที่เคยบอกไว้ พูดแต่เรื่องเก่า ๆ จำวันเวลาสถานที่ไม่ได้ หรือจำคนใกล้ชิดไม่ได้
ตอบคำถามช้า ๆ ชัด ๆ ด้วยคำพูดง่าย ๆให้ความมั่นใจในคำตอบ เบนความสนใจไปเรื่องอื่น
ใช้เหตุการณ์ในอดีตที่ผู้ป่วยมีส่วนร่วมนำสู่ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าผู้อื่นเพราะ
อาจทำให้ผู้ป่วยขายหน้า อาย ลดความภูมิใจ และคุณค่าของตัวเองใช้สัญลักษณ์หรือสิ่ง
ทดแทนโดยการใช้สิ่งของ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน อย่าโต้แย้ง โกรธหรือดุว่าผู้ป่วย
ในเรื่องของความจำบกพร่อง
2. เมื่อผู้ป่วยมีปัญหาทางอารมณ์ ก้าวร้าว หงุดหงิด ฉุนเฉียว อย่าโต้เถียง หรือต่อว่าผู้ป่วย
โดยตรง อย่ากระตุ้นอารมณ์โกรธ หาว่าอะไรเป็นสาเหตุ บางครั้งผู้ป่วยไม่ได้โกรธผู้ดูแล
แต่เกิดจากความคิดของผู้ป่วยและอาการที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้เอง
3. เมื่อผู้ป่วยพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง ไม่อาบน้ำ เร่ร่อน มีพฤติกรรม
ทางเพศไม่เหมาะสม ควรปรึกษาแพทย์เพื่ออาจใช้ยาควบคุมพฤติกรรม
การดูแลที่ถูกต้อง
1. มีเวลาพักสลับสับเปลี่ยน ไม่ใช่ดูแลผู้ป่วยตลอดเวลาไม่มีเวลาพักเลย จะก่อให้เกิดความ
เครียดและปัญหาอารมณ์ง่ายขึ้น
2. หากำลังใจ แรงสนับสนุนจากผู้รู้ เช่น ผู้มีประสบการณ์ แพทย์ บุคลากร สาธารณสุข เพื่อ
การปรับตัวและแก้ปัญหาเพื่อการดูแลได้ถูกต้อง
3. ปรึกษาหารือข้อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ดูแลด้วยกันให้เกิดประสบการณ์ในการดูแล
มากขึ้น และเกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
4. ขอความช่วยเหลือหรือรับการดูแลรักษาเมื่อรู้ว่าตัวเองมีความเครียด หรือปัญหาอารมณ์
เกิดขึ้น
--------------------------------------------------------------------------------
คุณอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่
ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถทราบสาเหตุของโรคได้อย่างแน่ชัด แต่ก็ได้มีการระบุ ปัจจัยหลายๆ
อย่างที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ (Possible Risk Factors for
Alzheimer's disease) คือ
1. การสูงอายุ โดยภาวะการเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น โดย
ช่วงอายุระหว่าง 65 - 74 ปี พบว่าจะมีอัตราเสี่ยงโดยเฉลี่ย 3%
ช่วงอายุระหว่าง 75 - 84 ปี พบว่ามีอัตราเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 19%
2. ประวัติครอบครัว กรรมพันธุ์ และ Down Syndrome จากการศึกษาพบว่าใน
คู่แฝดแท้ ถ้าแฝดคนหนึ่ง ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์แล้ว คู่แฝดอีกคนหนึ่งจะมี
ภาวะความเสี่ยงสูงถึง 40-50% และนอกจากนั้นถ้าหากมีญาติในครอบครัว
ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ พบว่าก็จะมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นเพิ่มสูงขึ้น
ในเรื่องกรรมพันธุ์พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของยีนและในผู้ที่เป็น Down
Syndrome ถ้ามีอายุยืนถึง 40-50 ปี จะพบว่ามีภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้น
3. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่ายีนจะเป็นปัจจัยที่บ่งบอกถึงอัลไซเมอร์ใน
คู่แฝดแท้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งแวดล้อมก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เสี่ยงต่อ
การเกิดโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากใพบว่าคู่แฝดนั้นอาจได้รับการวินิจฉัยว่า
เป็นโรคอัลไซเมอร์ต่างกันถึง 15 ปี และผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฮาวาย
จะมีอัตรา การเป็นอัลไซเมอร์สูงกว่าผู้สูงอายุที่อาศัยอยุ่ในญี่ปุ่น
4. การตรวจพบโปรตีนชนิดหนึ่งในยีนที่อยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 19 ผลจากหลายๆ
การวิจัย ระบุว่า apolipoprotein E4 (APOE4)จะเพิ่มภาวะความเสี่ยงต่อการ
เป็นโรคอัลไซเมอร์การค้นพบครั้งนี้จะมีประโยชน์เป็นอย่างมากในการป้องกัน
ได้ถ้ามีการพัฒนายา
5. การใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์ อย่างไม่สม่ำเสมอ จากการศึกษา
พบว่าผู้ที่ใช้ยาในกลุ่ม NSAIDS เป็นประจำ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี มี
อัตราเสี่ยงน้อยลงถึง 30-60 % ที่จะเป็นอัลไซเมอร์ งานวิจัยอีกขั้นหนึ่งระบุว่า
หลังจากที่มีการใช้ NSAIDS เพิ่มขึ้นพบว่า ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ
และอารมณ์ลดลง อย่างไรก็ตามปัญหาของการใช้ยากลุ่มนี้คือมีผลต่อ
กระเพาะอาหาร เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
6. การใช้หรือไม่ได้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนระยะสั่นในวัยหมดประจำเดือนจาก
หลายๆกรณีการศึกษาวิจัย พบว่าหญิงในวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับฮอร์โมน
ทดแทนสามารถป้องกันหรือ ชลอโรคอัลไซเมอร์ได้ ดังนั้นฮอร์โมนเอสโตรเจน
อาจมีผลต่อการช่วยรักษาโรคนี้ได้ ผลเสียของการใช้วิธีนี้ก็คือ ทำให้มีภาวะ
เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นถึง 20-30 % และยังเสี่ยงต่อการ
เกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นถ้าใช้ฮอร์โมนเอสดตรเจนเพียงอย่างเดียวโดย
ไม่มีการใช้โปรเจสเตอโรน ร่วมด้วย
7. ภาวะขาดสารอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์ เป็นที่เชื่อกันว่า โมเลกุออกซิเจน
ในร่างกาย หรทอเรียกว่า Free radicles เป็นต้นต่อของการเกิดมะเร็งโรค
ลำไส้และยังมีส่วนทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ สารอาหารที่มีสารแอนตี้
ออกซิแดนท์เป็นองค์ประกอบ วิตามินเอ / ซี / อี / ซีเลเนียม
8. ภาวะเกิดสมองกระทบกระเทือน มีหลักฐานที่ชี้แนะว่า การที่สมองได้รับการ
กระทบกระเทือนจนทำให้หมดสติจะมีผลทำให้เกิดโอกาสเป็นอัลไซเมอร์สูงขึ้น
9. มีระวัติ Down Syndrome ในครอบครัว ถ้ามีญาติใกล้ชิดป็นโรคดาวน์
ซินโดรม จะปรากฏว่ามีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้น
10. การสัมผัสหรือเจือปนกับสารสังกะสี จำนวนมากนักวิจัยชาวออสเตรเลีย
พบว่า การได้รับสารสังกะสีมากเกินไป จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบาง
อย่างของสมองคล้ายกับที่พบในอัลไซเมอร์ ยังหาข้อสรุปที่แน่ชัดไม่ได้
11. การสัมผัสหรือเจือปนกับสารอลูมิเนียมสารอลูมิเนียมปกติจะอยู่ในเนื้อเยื่อ
ของพยาธสภาพบางอย่างในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ได้มีการศึกษาหนึ่ง
ระบุว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่ออัลไซเมอร์ กับปริมาณ
น้ำดื่มที่มีอลูมิเนียมสูงกว่า 11 ไมโครกรัม/ลิตร ขึ้นไป อย่างไรก็ตามยังหา
ข้อสรุปความสัมพันธืนี้ไม่ได้
thailabonline.com
The Alzheimers-Reversing Breakthrough หนังสือที่ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถรักษาอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้
A Groundbreaking Scientifically Proven Method For Curing AlzheimersClick Here!

โรคอัลไซเมอร์เป็นหนึ่งของโรคที่พบบ่อยในกลุ่มโรคผิดปกติของสมอง " dementia" ซึ่ง
มีการถดถอยหน้าที่ของสมอง จำเหตุการณ์และช่วงเวลาได้ไม่แน่นอน ความจำเสื่อม มีปฏิกิริยา
โต้ตอบอย่างแปลกๆ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่เหมาะสม อารมณ์จะไม่สม่ำเสมอ
กลุ่มผิดปกติของสมองที่เรียก dementia นี้ อาจเป็นผลมาจากเส้นเลือดในสมองแข็งและแคบ
ลง ในคนสูงอายุ หรืออาจไม่ทราบสาเหตุ เช่น โรคอัลไซเมอร์ และอื่นๆ คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์
จะมีการเสียพื้นที่ของสมอง ที่ควบคุมความคิด ความจำและการเรียบเรียงภาษาพูด จะมีอาการ
สับสนและไม่สามารถปฏิบัติงานที่เคยทำตามปกติได้
The Alzheimers-Reversing Breakthrough หนังสือที่ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถรักษาอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้
A Groundbreaking Scientifically Proven Method For Curing AlzheimersClick Here!
ในระยะเวลาแรกๆ คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์จะขี้หลงขี้ลืมเล็กๆ น้อยๆ (mild forgetfulness)
และในระยะต่อมาจะมีพฤติกรรมและบุคลิกเปลี่ยนไป เช่น ก้าวร้าว และความทรงจำความนึกคิด
และการมีเหตุมีผล (cognitive) เสื่อมลงอย่างมาก
สาเหตุของอัลไซเมอร์ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีนักวิจัยกำลังหาสาเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ
อัลไซเมอร์ และก็ยังเป็นโรคที่รักษาไม่หาย สิ่งที่รู้คือโรคนี้มักจะเกิดในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปี
ขึ้นไป และอาจจะพบในคนที่มีอายุน้อยกว่านี้ก็ได้ แต่อัตราเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์มี
อัตราเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้นด้วย คนอเมริกาประมาณ 4 ล้านคน กำลังทนทุกข์ทรมานจาก
โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งร้อยละ 70 ของคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ จะรักษาอยู่กับบ้าน โดยมีญาติพี่น้อง
ลูก หลานเป็นผู้ดูแล ผู้ที่ดูแล
คนเป็นโรคนี้ก็จะเสียสุขภาพจิตไปด้วย ซึ่งนับวันก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆแพทย์วินิจฉัยได้
อย่างไรว่าคนไข้เป็นโรคอัลไซเมอร์คณะผู้วิจัยจากคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาว์วาร์ดได้
รายงานเมื่อเร็วๆนี้ว่า พวกเขาได้ใช้ยาหยอดตาที่ชื่อว่า โทรพิกาไมด์ (tropicamide) ซึ่ง
ปกติจักษุแพทย์ใช้ขยายม่านตาก่อนจะตรวจจอรับภาพ พบว่าคนไข้อัลไซเมอร์มีการตอบสนอง
ต่อยานี้เร็วกว่าปกติ (highly senstiive) ในการตรวจศพ ส่วนสมองของคนที่เสียชีวิตจาก
โรคอัลไซเมอร์ จะพบ " plagues" เป็นปื้นๆ ประกอบไปด้วยกลุ่มของเส้นประสาทที่เสีย
หรือถูกทำลายไปแล้ว และพบเซลล์ " drendrites" อยู่รอบๆ บริเวณที่ติดสีแดง (amyloid)
และในพื้นที่เดียวกันนั้นจะเป็น " tangle" ซึ่งเป็นใยประสาทที่ยุ่งเหยิงเป็นบริเวณในพื้นที่
ของสมองที่เสีย สิ่งที่ตรวจพบดังกล่าวพยาธิแพทย์ใช้เป็นหลักในการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์
คนไข้ที่มีชีวิตอยู่แพทย์จะวินิจฉัย ว่าคนนั้นน่าจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ (probable
diagnosis) ได้จากการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจเชาว์ และสติปัญญาของคนไข้
แต่ส่วนใหญ่แพทย์จะวินิจฉัยแยกโรค เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคแพ้ยา โรคซึมเศร้า
มะเร็งของสมอง และความจำเสื่อมจากหลอดเลือดสมองแข็งหรือตีบจากอายุออกไปก่อน แล้ว
จะเลือกอัลไซเมอร์เป็นข้อสรุป
ในการซักประวัติจะต้องดูประวัติปัจจุบัน ประวัติอตีด และการตรวจในขณะที่ซักประวัติว่า
คนไข้สามารถปฏิบัติภารกิจที่เคยทำได้แล้วอยู่ๆทำไม่ได้ เป็นส่วนประกอบด้วย การตรวจ
เพื่อแยกโรคอื่นที่กล่าวมาข้างต้น จะต้องตรวจเลือดดูหน้าที่ของต่อมไทรอยด์ ตรวจปัสสาวะ
และตรวจน้ำไขสันหลัง (spinal fluid) ตรวจคอมพิวเตอร์โตโมแกรมของสมองด้วยแม่เหล็ก
(Magnetic Resonance lmaging = MRI) หรือตรวจ PET (Positron Emission
Testing) เพื่อจะดูพื้นที่ของสมองที่เสียไป การตรวจจิตและประสาท จะมีการประเมิน
วุฒิภาวะของสมอง (mentality) ในส่วนที่เกี่ยวกับความจำ
ยกตัวอย่าง เช่น ตั้งโจทย์ให้คนไข้แก้ปัญหา สังเกตความเอาใจใส่ (สมาธิ) การคำนวณและ
การใช้ภาษาต่างๆ การตรวจหลายๆ อย่าง ดังกล่าวมาแล้วจะทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัย
แยกโรค และได้
ข้อสรุปว่าคนไข้นั้นเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่ แม้การวิเคราะห์วินิจฉัยดังกล่าวจะไม่ถึง
100% แต่ในศูนย์โรคอัลไซเมอร์ที่มีผู้เชี่ยวชาญอยู่จะวินิจฉัยได้แม่นยำ 80 ถึง 90%
การรักษา อัลไซเมอร์ มีหลายระดับ ระดับแรก จะหลงลืมเล็กๆ น้อยๆ จนถึงระดับที่เป็นมาก
ความจำเสื่อมลงมากพร้อมกับมีอาการก้าวร้าว แม้ว่าการพัฒนาไปสู่ระยะสุดท้ายจะแปร
เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
โดยทั่วไปอาการของโรคตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งตายและใช้เวลาอยู่ถึงระหว่าง 5-20 ปี
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายได้ หรือแม้แต่จะยับยั้งการพัฒนาไปสู่ระยะสุดท้าย อย่างไรก็
ตามในทางการวิจัยเขาได้วิจัยยาชื่อ แทครีน (tacrine hydrochloride) ซึ่งคณะ
กรรมการอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้อณุญาติให้จดทะเบียนใช้ได้ตั้งแต่ปี
ค.ศ. 1993 และมีแนวโน้มว่ายานี้ช่วยให้คนไข้บรรเทาอาการได้มากทีเดียว อันดับแรกการ
ให้ยานี้จะช่วยให้คนไข้ควบคุมพฤติกรรมของตัวเองได้ระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มาช่วย
บริบาลเขาสะดวกสบายในการที่จะดูแลคนไข้ คนไข้นอนหลับได้ลดการเดินหรือเคลื่อนไหว
โดยไม่รู้จุดหมาย ลดความกังวล ลดความซึมเศร้า
คนไข้อัลไซเมอร์ ต้องได้รับการตรวจดูแลติดตามโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อทราบอาการ
ของโรคว่าทรุดเร็วแค่ไหน จะได้รักษาความก้าวร้าวของคนไข้ ขณะที่ไปเยี่ยมตรวจคนไข้
แพทย์ต้องแนะนำวิธีบริบาลคนไข้ให้แก่ญาติที่ดูแลคนไข้วันต่อวัน เมื่อโรคก้าวหน้าไปมาก
การรักษาต้องใกล้ชิด อาจต้องอยู่ในโรงพยาบาล
ในช่วงสุดท้ายของโรค ต้องให้กำลังใจญาติ และดูแลสุขภาพของพวกเขาด้วย
โรคอัลไซเมอร์คืออะไร
โรคอัลไซเมอร์เป็นอาการสมองเสื่อม (DEMENTIA ) ชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดจากการ
ตายของเซลล์สมอง ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมลงจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อกิจวัตร
ประจำวันของผู้ป่วย ในช่วง 8-10 ปี หลังจากเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยโรค
อัลไซเมอร์จะมีอาการสมองเสื่อมรุนแรงยิ่งขึ้น จนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน
ตามปกติ แม้กระทั่งการแปรงฟัน โรคนี้ต่างจากอาการสมองเสื่อมที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ตรง
ที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์เป็นความผิดปกติที่มีผลโดยตรงต่อสมองซึ่งเป็นศูนย์การสื่อสารที่น่ามหัศจรรย์
ในการควบคุมความ ความรู้สึก และการตอบสนองของเรา การสื่อสารที่สำคัญต่าง ๆ ใน
ร่างกายจะถูกส่งผ่านสมอง โดยมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (NEURO-
TRANSMITTER) เป็นตัวสื่อสาร สารนี้จะช่วยนำคำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะเป้าหมาย
เพื่อให้เกิดการทำงานขึ้น สำหรับสารสื่อประสาทที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความจำของเราคือ
สารอะเซติลโคลีน (ACETYLCHOLINE) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารนี้ช่วยทำให้มนุษย์
มีความสามารถในการจำ ดังนั้นปัญหาที่รุนแรงอาจเกิดขึ้น หากในสมองมีสารนี้ลดน้อยลงมาก
จะทำให้เซลล์สมองมีปัญหาในการสื่อสาร และพบว่าผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีระดับของสาร
อะเซติลโคลีนลดลงอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุทำให้ความสามารถในการจำและการใช้
เหตุผลของผู้ป่วยลดลงตามไปด้วย ปริมาณสารอะเซติลโคลีนนี้ส่วนหนึ่งถูกควบคุมโดย
เอนไซม์ที่มีชื่อว่า อะเซติล-โคลีนเอสเทอเรส ซึ่งจะทำหน้าที่ย่อยอะเซติลโคลีน ทำให้สาร
สื่อประสาทนี้มีปริมาณน้อยลงในสมอง ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของการรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์คือการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์
อะเซติลโคลีนเอสเทอเรสและการเพิ่มปริมาณสารสื่อประสาท
ปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์
มีปัจจัยที่ไม่อาจจะควบคุมได้หลายประการที่เพิ่มโอกาสการเกิดโรคอัลไซเมอร์ปัจจัยที่สำคัญ
มากที่สุดคือ อายุ ในคนอายุ 80 ปี มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนมีอายุ 65-69 ปี ถึง 10 เท่า
ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งประชากรมีอายุยาวนานขึ้นจึงทำให้พบ
ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มากขึ้นด้วย ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มากกว่า
4 ล้านคน ภายในปี 2040 คาดว่าจะมีจำนวนสูงขึ้นเป็น 7-10 ล้านคน
อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งสำคัญมากคือกรรมพันธุ์
จากการศึกษาพบว่าผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคอัลไซเมอร์ มีโอกาสเป็นโรคนี้มาก
กว่าคนทั่วไป
การตรวจวินิจฉัย
ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีลักษณะอาการและพฤติกรรมที่เป็นรูปแบบเด่นชัด ทำให้สามารถคาดเดา
ได้ว่าผู้ป่วยรายใดตกเป็นเหยื่อของโรคนี้โดยดูจากลักษณะอาการและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญ จะใช้วิธีการตรวจสอบหลายวิธีในการประเมินอาการของผู้ป่วยเพื่อวินิจฉัยว่าเป็น
โรคอัลไซเมอร์หรือwbr โดยการตรวจสอบความสามารถในการรับรู้ของผู้ป่วย เช่น ความจำ
ความใส่ใจ การใช้ภาษา การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา รวมถึงการทดสอบทางห้องปฎิบัติการ
และการเอ็กซเรย์สมอง (BRAIN SCAN) เพื่อให้การวินิจฉัยโรคถูกต้องมากขึ้น
แพทย์จะถามถึงความสามารถของผู้ป่วยในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น
- การกิน
- การอาบน้ำ
- การเดิน
- การแต่งตัว
- การซื้อของ
- การทำอาหาร
- การใช้โทรศัพท์
การวินิจฉัยโรคทางคลินิกด้วยวิธีดังกล่าวให้ความถูกต้องสูงถึง 80-90% ในการบ่งชี้ว่าผู้ป่วย
เป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่ มีเพียงวิธีเดียวที่จะให้แน่ใจร้อยเปอร์เซนต์ ก็คือการตรวจชิ้นเนื้อ
สมอง
โรคอัลไซเมอร์ รักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ?
พบว่าในปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป็นการรักษาเพื่อให้อาการ
ดีขึ้น ให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เหตุผลหนึ่งที่ผู้ป่วย
โรคอัลไซเมอร์มีความจำเสื่อมเนื่องจากมีระดับของสารสื่อประสาทอะเซติลโคลีน จึงมีการ
พัฒนายาซึ่งสามารถยับยั้งเอนไซม์อะเซติลโคลีนเอสเทอเรส ซึ่งน่าจะให้สารอะเซติลโคลีน
คงเหลืออยู่มากขึ้น ปัจจุบันมียาที่เรียกว่าสารยับยั้งอะเซติลโคลีนเอสเทอเรส ซึ่งช่วยลดการ
ย่อยสารอะเซติลโคลีนและเป็นการรักษาระดับของอะเซติลโคลีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อ
ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้นและระยะปานกลางในการรักษาอาการความจำเสื่อม
สารยับยั้งอะเซติลโคลีนเอสเทอเรสหลายตัวอาจมีอาการข้างเคียงในคนไข้บางคน เช่น ทำให้
คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์
ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในระยะต้นๆ มักมีพฤติกรรมต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ซึมเศร้านอนไม่หลับ
ตื่นตกใจง่าย
ก้าวร้าว ไม่สนใจทำกิจวัตรประจำวัน การให้คำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้ผู้ป่วย
ลดความวิตกกังวลหรือซึมเศร้า ซึ่งเกิดจากโรคอัลไซเมอร์ พร้อมทั้งการให้ยาเพื่อรักษาอาการ
ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาและวิธีการรักษาได้อย่างเหมาะสม
ที่สุด
The Alzheimers-Reversing Breakthrough หนังสือที่ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถรักษาอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้
A Groundbreaking Scientifically Proven Method For Curing AlzheimersClick Here!
รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์
แบบทดสอบเบื้องต้น เพื่อประเมินว่าคนที่คุณรักอาจเป็นโรคอัลไซเมอร์ ทำเครื่องหมายลง
ในช่องว่าง ที่คุณพบว่าเป็นปัญหาซึ่งเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุในครอบครัวของคุณ
...... อาการหลงลืม เช่น ลืมนัด จำเหตุการณ์หรือคำพูดที่เพิ่งผ่านมาไม่ได้
...... หลงลืมสิ่งของ จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหนและคิดว่ามีคนขโมยไป
...... สับสนเรื่องเวลา สถานที่ กลับบ้านไม่ถูก
...... ปัญหาเรื่องการพูด ลืมหรือเรียกสิ่งของไม่ถูก พูดคำหรือประโยคซ้ำๆ
...... ไม่สนใจในสิ่งที่เคยสนใจ กิจกรรมประจำวัน งานอดิเรก
...... จำบุคคลที่เคยรู้จัก เพื่อน หรือสมาชิกในครอบครัวไม่ได้ คิดว่าเป็นคนแปลกหน้า
...... ปัญหาเรื่องการนับหรือทอนเงิน การใช้โทรศัพท์
...... พฤติกรรมที่อาจเกิดปัญหายุ่งยาก เช่น ออกนอกบ้านเวลากลางคืน พฤติกรรมก้าวร้าว
...... ไม่สนใจดูแลความสะอาดของตัวเอง เช่น แปรงฟันไม่เป็น อาบน้ำไม่เป็น
หากพบว่าผู้สูงอายุในครอบครัวมีปัญหาดังกล่าวข้อใดข้อหนึ่งหรือมากกว่า อาจเป็นไปได้ว่า
ผู้สูงอายุท่านนั้นกำลังเผชิญกับโรคอัลไซเมอร์หรืออาจมีปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ
การดูแลด้านจิตใจของผู้ป่วยโรค อัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความบกพร่องในหน้าที่ของสมองส่วนต่างๆ แสดงออกเป็น
กลุ่มอาการในเรื่องความจำบกพร่อง สติปัญญา ความสามารถลดลง การตัดสินใจไม่เหมาะสม
ปัญหาทางบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง อารมณ์ผิดปกติ พฤติกรรมบกพร่อง การเคลื่อนไหวผิดปกติ
จนถึงอาการของโรคจิตที่มีประสาทหลอน หลงผิดได้
โรคอัลไซเมอร์มีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจไม่เฉพาะต่อผู้ป่วยเอง ยังมีผลกระทบต่อญาติ
หรือผู้ดูแลที่ต้องรับภาระที่มีปัญหาทั้งร่างกายและจิตใจ อาจก่อให้เกิดความเครียดเหนื่อยล้า
เบื่อหน่าย กังวล ผิดหวัง เศร้า ว้าเหว่เหมือนถูกทอดทิ้ง บางครั้งผู้ดูแลหรือญาติ อาจเกิด
ปัญหา หรือมีคำถามต่าง ๆ อยากปรึกษาแต่….. ไม่รู้จะถามใครดี…..
...... ถามอะไรบ้าง
...... สิ่งที่ทำไปถูกต้องดีหรือยัง
...... รู้สึกผิดคิดว่าตนเองเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาอารมณ์ในผู้ป่วย
บทบาทของผู้ดูแลหรือญาติ
1. ยอมรับว่าโรคนี้รักษาไม่หาย แต่การช่วยดูแลจะทำให้ผลกระทบด้านต่าง ๆ ลดลง
2. เข้าใจว่าโรคนี้ก่อให้เกิดอาการได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคิด สติปัญญา
ความจำที่ บกพร่องและถดถอย ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ผิดปกติ รวมทั้งอาการทางอารมณ์
ไม่ว่าจะซึมเศร้า หรือก้าวร้าว รวมทั้งอาการทางกาย เพื่อการช่วยเหลือดูแลได้อย่างถูกต้อง
3. ดูแลเอาใจใส่ สังเกตุว่าอาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อะไรเป็นสาเหตุ เช่น นอนไม่หลับ
แยกตัว เครียด อาจมีสิ่งกระตุ้น ช่วยแก้ไขสาเหตุเหล่านั้น ช่วยลดความเครียดแก่ผู้ป่วย
4. ให้ความอบอุ่น ดูแลใกล้ชิด ด้วยการติดต่อสื่อสารที่ถูกต้อง อย่าเผชิญหน้า โต้เถียง หรือ
ต่อว่าลงโทษ อาจแสดงได้โดยการติดต่อ สื่อสาร นอกจากคำพูด เช่นการแสดงสีหน้า
ท่าทาง สายตารวมทั้งการสัมผัส
5. สนับสนุนให้กำลังใจและช่วยเหลือ กระตุ้น ให้ผู้ป่วยทำในสิ่งที่ทำได้ และช่วยเหลือ
ตามความเหมาะสมกับระยะของอาการของโรค
6. มีส่วนช่วยในการรักษา สังเกตุถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น นอนไม่หลับ ก้าวร้าวมากขึ้น
มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ ซึมเศร้า ฯลฯ ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษา
ตัวอย่างการแก้ปัญหาและแนวทางแก้ไข
1. เมื่อผู้ป่วยมีความบกพร่องในเรื่องของความทรงจำ การถามคำถาม เดิมซ้ำ ๆ ไม่ทำกิจกรรม
ตามที่เคยบอกไว้ พูดแต่เรื่องเก่า ๆ จำวันเวลาสถานที่ไม่ได้ หรือจำคนใกล้ชิดไม่ได้
ตอบคำถามช้า ๆ ชัด ๆ ด้วยคำพูดง่าย ๆให้ความมั่นใจในคำตอบ เบนความสนใจไปเรื่องอื่น
ใช้เหตุการณ์ในอดีตที่ผู้ป่วยมีส่วนร่วมนำสู่ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าผู้อื่นเพราะ
อาจทำให้ผู้ป่วยขายหน้า อาย ลดความภูมิใจ และคุณค่าของตัวเองใช้สัญลักษณ์หรือสิ่ง
ทดแทนโดยการใช้สิ่งของ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน อย่าโต้แย้ง โกรธหรือดุว่าผู้ป่วย
ในเรื่องของความจำบกพร่อง
2. เมื่อผู้ป่วยมีปัญหาทางอารมณ์ ก้าวร้าว หงุดหงิด ฉุนเฉียว อย่าโต้เถียง หรือต่อว่าผู้ป่วย
โดยตรง อย่ากระตุ้นอารมณ์โกรธ หาว่าอะไรเป็นสาเหตุ บางครั้งผู้ป่วยไม่ได้โกรธผู้ดูแล
แต่เกิดจากความคิดของผู้ป่วยและอาการที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้เอง
3. เมื่อผู้ป่วยพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง ไม่อาบน้ำ เร่ร่อน มีพฤติกรรม
ทางเพศไม่เหมาะสม ควรปรึกษาแพทย์เพื่ออาจใช้ยาควบคุมพฤติกรรม
การดูแลที่ถูกต้อง
1. มีเวลาพักสลับสับเปลี่ยน ไม่ใช่ดูแลผู้ป่วยตลอดเวลาไม่มีเวลาพักเลย จะก่อให้เกิดความ
เครียดและปัญหาอารมณ์ง่ายขึ้น
2. หากำลังใจ แรงสนับสนุนจากผู้รู้ เช่น ผู้มีประสบการณ์ แพทย์ บุคลากร สาธารณสุข เพื่อ
การปรับตัวและแก้ปัญหาเพื่อการดูแลได้ถูกต้อง
3. ปรึกษาหารือข้อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ดูแลด้วยกันให้เกิดประสบการณ์ในการดูแล
มากขึ้น และเกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
4. ขอความช่วยเหลือหรือรับการดูแลรักษาเมื่อรู้ว่าตัวเองมีความเครียด หรือปัญหาอารมณ์
เกิดขึ้น
--------------------------------------------------------------------------------
คุณอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่
ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถทราบสาเหตุของโรคได้อย่างแน่ชัด แต่ก็ได้มีการระบุ ปัจจัยหลายๆ
อย่างที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ (Possible Risk Factors for
Alzheimer's disease) คือ
1. การสูงอายุ โดยภาวะการเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น โดย
ช่วงอายุระหว่าง 65 - 74 ปี พบว่าจะมีอัตราเสี่ยงโดยเฉลี่ย 3%
ช่วงอายุระหว่าง 75 - 84 ปี พบว่ามีอัตราเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 19%
2. ประวัติครอบครัว กรรมพันธุ์ และ Down Syndrome จากการศึกษาพบว่าใน
คู่แฝดแท้ ถ้าแฝดคนหนึ่ง ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์แล้ว คู่แฝดอีกคนหนึ่งจะมี
ภาวะความเสี่ยงสูงถึง 40-50% และนอกจากนั้นถ้าหากมีญาติในครอบครัว
ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ พบว่าก็จะมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นเพิ่มสูงขึ้น
ในเรื่องกรรมพันธุ์พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของยีนและในผู้ที่เป็น Down
Syndrome ถ้ามีอายุยืนถึง 40-50 ปี จะพบว่ามีภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้น
3. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่ายีนจะเป็นปัจจัยที่บ่งบอกถึงอัลไซเมอร์ใน
คู่แฝดแท้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งแวดล้อมก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เสี่ยงต่อ
การเกิดโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากใพบว่าคู่แฝดนั้นอาจได้รับการวินิจฉัยว่า
เป็นโรคอัลไซเมอร์ต่างกันถึง 15 ปี และผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฮาวาย
จะมีอัตรา การเป็นอัลไซเมอร์สูงกว่าผู้สูงอายุที่อาศัยอยุ่ในญี่ปุ่น
4. การตรวจพบโปรตีนชนิดหนึ่งในยีนที่อยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 19 ผลจากหลายๆ
การวิจัย ระบุว่า apolipoprotein E4 (APOE4)จะเพิ่มภาวะความเสี่ยงต่อการ
เป็นโรคอัลไซเมอร์การค้นพบครั้งนี้จะมีประโยชน์เป็นอย่างมากในการป้องกัน
ได้ถ้ามีการพัฒนายา
5. การใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์ อย่างไม่สม่ำเสมอ จากการศึกษา
พบว่าผู้ที่ใช้ยาในกลุ่ม NSAIDS เป็นประจำ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี มี
อัตราเสี่ยงน้อยลงถึง 30-60 % ที่จะเป็นอัลไซเมอร์ งานวิจัยอีกขั้นหนึ่งระบุว่า
หลังจากที่มีการใช้ NSAIDS เพิ่มขึ้นพบว่า ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ
และอารมณ์ลดลง อย่างไรก็ตามปัญหาของการใช้ยากลุ่มนี้คือมีผลต่อ
กระเพาะอาหาร เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
6. การใช้หรือไม่ได้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนระยะสั่นในวัยหมดประจำเดือนจาก
หลายๆกรณีการศึกษาวิจัย พบว่าหญิงในวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับฮอร์โมน
ทดแทนสามารถป้องกันหรือ ชลอโรคอัลไซเมอร์ได้ ดังนั้นฮอร์โมนเอสโตรเจน
อาจมีผลต่อการช่วยรักษาโรคนี้ได้ ผลเสียของการใช้วิธีนี้ก็คือ ทำให้มีภาวะ
เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นถึง 20-30 % และยังเสี่ยงต่อการ
เกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นถ้าใช้ฮอร์โมนเอสดตรเจนเพียงอย่างเดียวโดย
ไม่มีการใช้โปรเจสเตอโรน ร่วมด้วย
7. ภาวะขาดสารอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์ เป็นที่เชื่อกันว่า โมเลกุออกซิเจน
ในร่างกาย หรทอเรียกว่า Free radicles เป็นต้นต่อของการเกิดมะเร็งโรค
ลำไส้และยังมีส่วนทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ สารอาหารที่มีสารแอนตี้
ออกซิแดนท์เป็นองค์ประกอบ วิตามินเอ / ซี / อี / ซีเลเนียม
8. ภาวะเกิดสมองกระทบกระเทือน มีหลักฐานที่ชี้แนะว่า การที่สมองได้รับการ
กระทบกระเทือนจนทำให้หมดสติจะมีผลทำให้เกิดโอกาสเป็นอัลไซเมอร์สูงขึ้น
9. มีระวัติ Down Syndrome ในครอบครัว ถ้ามีญาติใกล้ชิดป็นโรคดาวน์
ซินโดรม จะปรากฏว่ามีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้น
10. การสัมผัสหรือเจือปนกับสารสังกะสี จำนวนมากนักวิจัยชาวออสเตรเลีย
พบว่า การได้รับสารสังกะสีมากเกินไป จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบาง
อย่างของสมองคล้ายกับที่พบในอัลไซเมอร์ ยังหาข้อสรุปที่แน่ชัดไม่ได้
11. การสัมผัสหรือเจือปนกับสารอลูมิเนียมสารอลูมิเนียมปกติจะอยู่ในเนื้อเยื่อ
ของพยาธสภาพบางอย่างในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ได้มีการศึกษาหนึ่ง
ระบุว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่ออัลไซเมอร์ กับปริมาณ
น้ำดื่มที่มีอลูมิเนียมสูงกว่า 11 ไมโครกรัม/ลิตร ขึ้นไป อย่างไรก็ตามยังหา
ข้อสรุปความสัมพันธืนี้ไม่ได้
thailabonline.com
The Alzheimers-Reversing Breakthrough หนังสือที่ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถรักษาอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้
A Groundbreaking Scientifically Proven Method For Curing AlzheimersClick Here!
Subscribe to:
Posts (Atom)














